ฎีกาที่ 5911/2546
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ตามบันทึกข้อตกลงรับโอนหนี้ ระบุว่าทำที่ธนาคารโจทก์ในวันที่ 30 ธันวาคม 2541 มีเนื้อความตอนต้นว่า ตามที่บริษัท อ. และบริษัทจำเลยที่ 1 ต่างได้รับสินเชื่อไปจากธนาคารโจทก์ประเภทสกุลเงินบาทและเงินเหรียญสหรัฐนั้น บัดนี้บริษัททั้งสองมีความประสงค์จะขอโอนและรับโอนภาระหนี้ที่มีอยู่กับโจทก์ มีเนื้อความตอนต่อไปว่า ตามที่บริษัท อ. มีภาระหนี้กับโจทก์ สาขาฮ่องกง ณ วันที่ 29 ธันวาคม 2541 รวมเป็นเงินจำนวน 1,287,046.95 ดอลลาร์สหรัฐ นั้น บริษัทจำเลยที่ 1 ขอรับโอนภาระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยดังกล่าวทั้งหมดที่บริษัท อ. มีอยู่กับโจทก์ ณ สาขาฮ่องกง มาเป็นหนี้ในนามของบริษัทจำเลยที่ 1 ณ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ และยินยอมให้โจทก์เปลี่ยนสกุลเงินจากเงินดอลลาร์สหรัฐ มาเป็นเงินบาท และในตอนท้ายระบุว่า บันทึกนี้ทำขึ้นเพื่อให้โจทก์ได้รับทราบถึงการที่จำเลยที่ 1 จะเป็นผู้ชำระหนี้แทนบริษัท อ. และมิให้ถือว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่แต่ประการใด ข้อเท็จจริงได้ความว่า บันทึกข้อตกลงดังกล่าวทำขึ้นที่ธนาคารโจทก์จริง ในวันทำบันทึกข้อตกลง บริษัท อ. และจำเลยที่ 1 ต่างก็ได้ลงนามในฐานะผู้โอนและผู้รับโอนไว้ ส่วนโจทก์ยังไม่ได้ลงนาม เพราะต้องมีการเสนอให้ลงนามไปตามลำดับชั้น เมื่อข้อตกลงดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ตกลงกับบริษัท อ. และโจทก์ โดยใจสมัครและไม่ขัดต่อกฎหมาย ทั้งต่อมาก็ได้มีการลงนามโดยผู้มีอำนาจลงนามแทนโจทก์ บันทึกข้อตกลงการรับโอนหนี้ดังกล่าว จึงเป็นสัญญาชนิดหนึ่งที่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ตามกฎหมายแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามบันทึกข้อตกลงรับโอนหนี้ได้ ปัญหาว่า จำเลยที่ 1 ยังไม่ต้องรับผิดตามบันทึกข้อตกลงรับโอนหนี้เพราะหนี้ตามบันทึกข้อตกลงการรับโอนหนี้ยังไม่ถึงกำหนดระยะเวลานั้น จำเลยทั้งสี่มิได้ยกขึ้นเป็นประเด็นต่อสู้ในคำให้การและไม่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหยิบยกประเด็นข้อนี้มาเป็นเหตุหนึ่งในการวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามบันทึกข้อตกลงรับโอนหนี้ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ตามหนังสือสัญญา ค้ำประกัน ว่า จำเลยที่ 3 ทำสัญญา ค้ำประกัน หนี้ของจำเลยที่ 1 ทั้งที่มีขึ้นแล้วก่อนทำสัญญาและภายหลังจากทำสัญญา รวม 13 ฉบับ และจำเลยที่ 4 ทำสัญญา ค้ำประกัน หนี้ของจำเลยที่ 1 ทั้งที่มีขึ้นแล้วก่อนทำสัญญาและภายหลังจากทำสัญญา รวม 11 ฉบับ เมื่อรวมวงเงิน ค้ำประกัน ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 จากทุกสัญญาดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่าเกินกว่าหนี้ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทของจำเลยที่ 1 รวมกับหนี้ตามบันทึกข้อตกลงรับโอนหนี้ จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เต็มจำนวนหนี้ที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ทำสัญญา ค้ำประกัน หนี้ของจำเลยที่ 1 ทั้งที่มีขึ้นแล้วก่อนทำสัญญาและภายหลังจากทำสัญญา รวม 2 ฉบับ รวมวงเงิน 39,000,000 บาท และทำสัญญาจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ทั้งที่มีขึ้นแล้วก่อนทำสัญญาและภายหลังจากทำสัญญา รวม 3 ฉบับ รวมวงเงินทั้ง 3 สัญญา เป็นเงินจำนวน 24,000,000 บาท โดยตามสัญญาจำนองทั้ง 3 ฉบับ ดังกล่าว จำเลยที่ 2 ตกลงด้วยว่า หากขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้ไม่พอชำระหนี้ให้โจทก์ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ย จำเลยที่ 2 ยอมให้ยึดทรัพย์สินอื่นชำระหนี้จนครบถ้วน ดังนั้น นอกเหนือจากที่โจทก์มีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ที่จำนองในวงเงินต้นเงินรวม 24,000,000 บาท ดังกล่าวแล้ว โจทก์ยังมีบุคคลสิทธิที่จะบังคับชำระหนี้เอาจากจำเลยที่ 2 ในวงเงินต้นเงินรวม 24,000,000 บาท ด้วย เมื่อรวมวงเงินต้นเงินที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งตามสัญญา ค้ำประกัน และสัญญาจำนองเป็นเงินทั้งสิ้น 63,000,000 บาท ซึ่งยังน้อยกว่าวงเงินต้นเงินตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทของจำเลยที่ 1 รวมกับหนี้ตามบันทึกข้อตกลงรับโอนหนี้จำนวน 67,394,972.55 บาท จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เพียงในวงเงินต้นเงินจำนวน 63,000,000 บาท พร้อมอุปกรณ์แห่งหนี้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันและแทนกันชำระเงินจำนวน 87,291,338.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 67,394,972.55 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระให้บังคับจำนองนำทรัพย์ที่จำนองออกขายทอดตลาดเอาเงินสุทธิที่ได้มาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาด นำเงินมาชำระแก่โจทก์จนครบถ้วน จำเลยทั้งสี่ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 32,557,042.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี จากต้นเงิน 25,279,321.06 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 4 เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อชำระค่าสินค้าที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อจากต่างประเทศ รวม 3 ฉบับ โจทก์ได้ออกเลตเตอร์ออฟเครดิตและชำระค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 ไปจำนวน 102,800 ดอลลาร์สหรัฐ 228,825 ดอลลาร์สหรัฐ และ 38,000,040 เยน ตามลำดับ เพื่อขอรับสินค้าไปก่อนชำระหนี้คืนโจทก์ จำเลยที่ 1 ทำสัญญาทรัสต์รีซีทให้ไว้แก่โจทก์รวม 3 ฉบับ ต่อมาจำเลยที่ 1 ยังได้ทำบันทึกข้อตกลงการรับโอนหนี้กับบริษัท อ. ซึ่งเป็นบริษัทที่มีจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 เป็นผู้ถือหุ้นและจำเลยที่ 4 เป็นกรรมการบริษัท เพื่อรับโอนหนี้ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทของบริษัท อ. ที่มีต่อโจทก์มาเป็นหนี้ของจำเลยที่ 1 ปรากฏตามบันทึกข้อตกลงการรับโอนหนี้ เอกสารหมาย จ. 44 เพื่อเป็นประกันหนี้ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทดังกล่าวรวมทั้งหนี้อื่นที่จำเลยที่ 1 มีต่อโจทก์ทุกชนิด จำเลยที่ 2 ซึ่งมีจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน กับจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ได้ทำสัญญา ค้ำประกัน โดยยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างรวม 3 แปลง ไว้กับโจทก์ เพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่กับโจทก์ในขณะนั้นหรือที่จะมีต่อไปในภายหน้า โดยตกลงด้วยว่าหากขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้ไม่พอชำระหนี้ให้โจทก์ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ย จำเลยที่ 2 ยอมให้ยึดทรัพย์สินอื่นชำระหนี้จนครบถ้วน เมื่อหนี้ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีททั้ง 3 ฉบับ ครบกำหนดชำระ จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสี่ชำระแต่จำเลยทั้งสี่ไม่ชำระ รวมหนี้ต้นเงินตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีททุกฉบับ และดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2543 เป็นเงินทั้งสิ้น 32,557,042.11 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามบันทึกข้อตกลงการรับโอนหนี้ เอกสารหมาย จ. 44 หรือไม่ เห็นว่า ตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ระบุว่าทำที่ธนาคารโจทก์ในวันที่ 30 ธันวาคม 2541 มีเนื้อความตอนต้นว่าตามที่บริษัท อ. และบริษัทจำเลยที่ 1 ต่างได้รับสินเชื่อไปจากธนาคารโจทก์ประเภทสกุลเงินบาทและเงินเหรียญสหรัฐ นั้น บัดนี้บริษัททั้งสองมีความประสงค์จะขอโอนและรับโอนภาระหนี้ที่มีอยู่กับโจทก์ มีเนื้อความตอนต่อไปว่าตามที่บริษัท อ. มีภาระหนี้กับโจทก์ สาขาฮ่องกง ณ วันที่ 29 ธันวาคม 2541 รวมเป็นเงินจำนวน 1,287,046.95 ดอลลาร์สหรัฐ นั้น บริษัทจำเลยที่ 1 ขอรับโอนภาระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยดังกล่าวทั้งหมดที่บริษัท อ. มีอยู่กับโจทก์ ณ สาขาฮ่องกง มาเป็นหนี้ในนามของบริษัทจำเลยที่ 1 ณ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ และยินยอมให้โจทก์เปลี่ยนสกุลเงินจากเงินดอลลาร์สหรัฐ มาเป็นเงินบาท โดยคำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2541 คือ 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 36.72 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 1,287,046.95 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับเงินไทยจำนวน 47,260,364.01 บาท และในตอนท้ายของบันทึกข้อตกลงมีเนื้อความว่า บันทึกนี้ทำขึ้นเพื่อให้โจทก์ได้รับทราบถึงการที่จำเลยที่ 1 จะเป็นผู้ชำระหนี้แทนบริษัท อ. และมิให้ถือว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่แต่ประการใด เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบของโจทก์กับจำเลยทั้งสี่รับกันด้วยว่า บันทึกข้อตกลงดังกล่าวทำขึ้นที่ธนาคารโจทก์จริง ในวันทำบันทึกข้อตกลง บริษัท อ. และจำเลยที่ 1 ต่างก็ได้ลงนามในฐานะผู้โอนและผู้รับโอนไว้ ส่วนโจทก์ยังไม่ได้ลงนาม เพราะต้องมีการเสนอให้ลงนามไปตามลำดับชั้น กับจำเลยที่ 4 ยังมิได้เบิกความยอมรับว่าบันทึกข้อตกลงรับโอนหนี้เอกสารหมาย จ. 44 นั้น โจทก์เองเป็นผู้จัดทำขึ้นโดยได้มีการเจรจากันในระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ด้วย เพราะจำเลยที่ 4 นั้น เป็นทั้งกรรมการบริษัท อ. และบริษัทจำเลยที่ 1 นอกจากนี้ยังปรากฏในแผ่นที่ 3 ของบันทึกข้อตกลงดังกล่าวด้วยว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ต่างก็ได้ลงนามในฐานะผู้ ค้ำประกัน ไว้ ทั้งจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 ผู้มีอำนาจกระทำการแทนก็ได้ลงนามในฐานะผู้จำนองไว้ด้วย เห็นว่า เมื่อข้อตกลงดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ตกลงกับบริษัท อ. และโจทก์ โดยใจสมัครและไม่ขัดต่อกฎหมาย หลังจากที่บริษัท อ. และจำเลยที่ 1 ลงนามไว้แล้วก็ได้มอบบันทึกข้อตกลงดังกล่าวให้โจทก์ไว้เพื่อให้ผู้มีอำนาจของโจทก์ลงนาม แล้วต่อมาก็ได้มีการลงนามโดยผู้มีอำนาจลงนามแทนโจทก์ บันทึกข้อตกลงการรับโอนหนี้ เอกสารหมาย จ. 44 จึงเป็นสัญญาชนิดหนึ่งที่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ตามกฎหมายแล้ว ฉะนั้น โจทก์จึงมีสิทธเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามบันทึกข้อตกลงการรับโอนหนี้ เอกสารหมาย จ. 44 ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามบันทึกข้อตกลงรับโอนหนี้เอกสารหมาย จ. 44 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ส่วนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยไว้ด้วยว่า จำเลยที่ 1 ยังไม่ต้องรับผิดตามบันทึกข้อตกลงรับโอนหนี้เพราะหนี้ตามบันทึกข้อตกลงรับโอนหนี้ยังไม่ถึงกำหนดเวลาชำระหนี้นั้น เห็นว่า ปัญหาข้อนี้ จำเลยทั้งสี่มิได้ยกขึ้นเป็นประเด็นต่อสู้ในคำให้การและไม่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหยิบยกประเด็นข้อนี้มาเป็นเหตุหนึ่งในการวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามบันทึกข้อตกลงรับโอนหนี้ เอกสารหมาย จ. 44 จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระหนี้จำนวน 47,260,364.01 บาท พร้อมค่าธรรมเนียมธนาคารจำนวน 1,000 บาท และดอกเบี้ยจากต้นเงินจำนวน 42,115,651.49 บาท นับแต่วันทำสัญญา มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ต้องรับผิดในฐานะผู้ ค้ำประกัน และจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในฐานะผู้จำนอง สำหรับหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามบันทึกข้อตกลงรับโอนหนี้ เอกสารหมาย จ. 44 หรือไม่ เพียงใด ซึ่งปัญหานี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยอีก เห็นว่า จำเลยที่ 2 ทำสัญญา ค้ำประกัน หนี้ของจำเลยที่ 1 ทั้งที่มีขึ้นแล้วก่อนทำสัญญาและภายหลังจากทำสัญญา รวม 2 ฉบับ จำเลยที่ 3 ทำสัญญา ค้ำประกัน หนี้ของจำเลยที่ 1 ทั้งที่มีขึ้นแล้วก่อนทำสัญญาและภายหลังจากทำสัญญา รวม 13 ฉบับ และจำเลยที่ 4 ทำสัญญา ค้ำประกัน หนี้ของจำเลยที่ 1 ทั้งที่มีขึ้นแล้วก่อนทำสัญญาและภายหลังจากทำสัญญา รวม 11 ฉบับ เมื่อรวมวงเงิน ค้ำประกัน ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 จากทุกสัญญาดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่าเกินกว่าหนี้ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทของจำเลยที่ 1 รวมกับหนี้ตามบันทึกข้อตกลงรับโอนหนี้ดังกล่าว จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เต็มจำนวนหนี้ที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ทำสัญญา ค้ำประกัน หนี้ของจำเลยที่ 1 รวม 2 สัญญา รวมวงเงิน 39,000,000 บาท และจำเลยที่ 2 ทำสัญญาจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ทั้งที่มีขึ้นแล้วก่อนทำสัญญาและภายหลังจากทำสัญญา รวม 3 ฉบับ เป็นเงินจำนวน 24,000,000 บาท โดยตามสัญญาจำนองทั้ง 3 ฉบับ ดังกล่าว จำเลยที่ 2 ตกลงด้วยว่า หากขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้ไม่พอชำระหนี้ให้โจทก์ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ย จำเลยที่ 2 ยอมให้ยึดทรัพย์สินอื่นชำระหนี้จนครบถ้วน ดังนั้น นอกเหนือจากที่โจทก์มีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ที่จำนอง ในวงเงินต้นเงินรวม 24,000,000 บาท ดังกล่าวแล้ว โจทก์ยังมีบุคคลสิทธิที่จะบังคับชำระหนี้เอาจากจำเลยที่ 2 ในวงเงินต้นเงินรวม 24,000,000 บาท ด้วย เมื่อรวมวงเงินต้นเงินที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งตามสัญญา ค้ำประกัน และสัญญาจำนองเป็นเงินทั้งสิ้น 63,000,000 บาท ซึ่งยังน้อยกว่าวงเงินต้นเงินตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทของจำเลยที่ 1 รวมกับหนี้ตามบันทึกข้อตกลงรับโอนหนี้ จำนวน 67,394,972.55 บาท จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เพียงในวงเงินต้นเงินจำนวน 63,000,000 บาท พร้อมอุปกรณ์แห่งหนี้ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชำระหนี้ตามบันทึกข้อตกลงการรับโอนหนี้ เป็นเงินจำนวน 54,734,295.97 บาท เมื่อรวมกับหนี้ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ชำระแก่โจทก์ จำนวน 32,557,042.11 บาท แล้ว เป็นเงินจำนวน 87,291,338.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี จากต้นเงินตามบันทึกข้อตกลงรับโอนหนี้และจากต้นเงินตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีท รวมเป็นต้นเงิน จำนวน 67,394,972.55 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากหนี้ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 แล้ว ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ในหนี้ตามบันทึกข้อตกลงรับโอนหนี้ด้วย แต่ร่วมรับผิดเฉพาะในต้นเงินจำนวน 37,720,678.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าวในอัตราต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ในใบแจ้งยอดหนี้ นับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2541 จนถึงวันฟ้องและในอัตราเดียวกันกับที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ต้องชำระนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 10,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5911/2546 ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทเบสลีด เทรดดิ้ง จำกัด หรือ บริษัทนอแวล เทรดเดอร์ จำกัด กับพวก ป.พ.พ. ม. 149 , ม. 194 , ม. 681 , ม. 683 , ม. 715 , ม. 733 ป.วิ.พ. ม. 142 , ม. 177