ฎีกาที่ 10468/2546
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
สัญญา ร่วมลงทุนระหว่างโจทก์กับพวกฝ่ายหนึ่ง และบริษัท อ. อีกฝ่ายหนึ่ง จัดตั้งบริษัทจำเลยขึ้นมาให้มีฐานะเป็นบริษัทร่วมทุน และกำหนดให้จำเลยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ใน สัญญา ทุกประการ แต่จำเลยหามีฐานะเป็นคู่ สัญญา ตาม สัญญา ร่วมลงทุนไม่ ดังนั้น แม้ใน สัญญา มีข้อกำหนดว่า ในกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างคู่ สัญญา เกี่ยวกับข้อกำหนดแห่ง สัญญา นี้หรือเกี่ยวกับการปฏิบัติ สัญญา นี้และคู่กรณีไม่สามารถตกลงกันได้ ให้เสนอข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทนั้นต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อพิจารณาชี้ขาด ก็เป็นข้อบังคับใช้ระหว่างโจทก์กับพวกและบริษัท อ. เท่านั้น โจทก์จึงมีสิทธินำคดีมาฟ้องจำเลยโดยไม่จำต้องเสนอข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อน จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด การแต่งตั้งหรือถอดถอนกรรมการจักต้องอยู่ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 1151 ซึ่งระบุเฉพาะแต่ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเท่านั้นจึงจะกระทำได้ รวมตลอดทั้งหากตำแหน่งกรรมการว่างลงเพราะเหตุอื่นนอกจากถึงคราวออกตามวาระ กรรมการที่ยังมีอยู่แห่งนิติบุคคลนั้นมีสิทธิเลือกผู้อื่นตั้งขึ้นใหม่แทนตำแหน่งที่ว่างได้ ตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 1155 บัญญัติไว้ ดังนี้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการตามข้อกำหนดใน สัญญา ร่วมทุน และปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ให้การต่อสู้ในเหตุนี้ ศาลฎีกาก็เห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัย หมายเหตุ วินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 9/2546
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการจากนายบุญมี จันทรวงศ์ เป็นนายอนันต์ ชำนาญกิจ ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะตาม สัญญา ร่วมลงทุนกำหนดว่า ในกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างคู่ สัญญา เกี่ยวกับข้อกำหนดแห่ง สัญญา นี้ ถ้าคู่ สัญญา ไม่อาจตกลงกันได้ ให้เสนอข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อพิจารณาชี้ขาด โจทก์จึงต้องเสนอให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดก่อน ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทจากนายบุญมี จันทรวงศ์ เป็นนายอนันต์ ชำนาญกิจ ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครภายใน 14 วัน มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยโดยมิได้เสนอข้อโต้แย้งต่ออนุญาโตตุลาการก่อนเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า สัญญา ร่วมลงทุนตั้งบริษัทจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมนั้น เป็นการทำ สัญญา ร่วมกันสองฝ่ายระหว่างองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย โจทก์ กับพวกฝ่ายหนึ่ง และบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนลโปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด อีกฝ่ายหนึ่ง โดยทั้งสองฝ่ายตกลงจัดตั้งบริษัทจำกัดขึ้นมาให้มีฐานะเป็นบริษัทร่วมทุน ใช้ชื่อว่าบริษัทนมไทย - เดนมาร์ค จำกัด คือจำเลย และตาม สัญญา ข้อ 7 กำหนดให้จำเลยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ใน สัญญา ทุกประการ ดังนี้ จำเลยจึงหามีฐานะเป็นคู่ สัญญา ตาม สัญญา ร่วมลงทุนตั้งบริษัทจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมไม่ แม้ สัญญา ข้อ 22 กำหนดว่าในกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างคู่ สัญญา เกี่ยวกับข้อกำหนดแห่ง สัญญา นี้หรือเกี่ยวกับการปฏิบัติ สัญญา นี้และคู่กรณีไม่สามารถตกลงกันได้ ให้เสนอข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทนั้นต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อพิจารณาชี้ขาด ก็เป็นข้อบังคับใช้ระหว่างโจทก์กับพวกและบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนลโปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด เท่านั้น จำเลยไม่อาจยก สัญญา ข้อ 22 มาใช้อ้างต่อโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธินำคดีมาฟ้องจำเลยโดยไม่จำต้องเสนอข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อน ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงเป็นยุติว่าจำเลยมิใช่บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนลโปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นคู่ สัญญา กับโจทก์ตาม สัญญา ร่วมลงทุนตั้งบริษัทจำหน่ายผลิตภัณฑ์นม โดยจำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดต่างหากอีกรายหนึ่ง การแต่งตั้งหรือถอดถอนกรรมการจักต้องอยู่ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1151 ซึ่งระบุเฉพาะแต่ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเท่านั้นจึงจะกระทำได้ รวมตลอดทั้งหากตำแหน่งกรรมการว่างลงเพราะเหตุอื่นนอกจากถึงคราวออกตามวาระ กรรมการที่ยังมีอยู่แห่งนิติบุคคลนั้นมีสิทธิเลือกผู้อื่นตั้งขึ้นใหม่แทนตำแหน่งที่ว่างได้ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1155 บัญญัติไว้ ดังนี้ โจทก์จึงหามีสิทธินำข้อกำหนดข้อ 9 แห่ง สัญญา ดังกล่าวมาเป็นเหตุฟ้องจำเลยได้ไม่เช่นกัน ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ให้การต่อสู้คดีในเหตุนี้ ศาลฎีกาก็เห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง การที่ศาลล่างทั้งสองรับวินิจฉัยและพิพากษาต้องกันมาให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการจากนายบุญมี จันทรวงศ์ เป็นนายอนันต์ ชำนาญกิจ ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครมานั้นจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10468/2546 องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย โจทก์ บริษัทนมไทย - เดนมาร์ค จำกัด จำเลย พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 10 ป.พ.พ. ม. 55 , ม. 1151 , ม. 1155 ป.วิ.พ. ม. 142 (5) , ม. 246 , ม. 247