ฎีกาที่ 7833/2546
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์เป็นบริษัทผู้ประกอบการค้าจดทะเบียน ภาษี มูลค่าเพิ่ม มีทั้งประเภทเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่มและได้รับยกเว้น ภาษี มูลค่าเพิ่ม ดอกเบี้ยที่บริษัทโจทก์ได้รับจากการให้บริษัทในเครือของโจทก์กู้เป็นรายรับที่ต้องเสีย ภาษี ธุรกิจเฉพาะ เพราะการกู้ยืมเงินเช่นว่านั้นถือเป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเป็นกิจการที่ต้องเสีย ภาษี ธุรกิจเฉพาะตาม ป. รัษฎากร มาตรา 91/2 (5) และเป็นกิจการที่ไม่ได้รับการยกเว้น ภาษี ธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 91/3 แต่อย่างใด ส่วนที่มีคำสั่งกรมสรรพากร ฉบับที่ ป. 26/2534 เรื่องดอกเบี้ยสำหรับกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ตามมาตรา 91/5 (5) แห่ง ป. รัษฎากร ข้อ 2 ยกเว้นดอกเบี้ยดังกล่าว ไม่ต้องนำมาคำนวณเป็นรายรับเพื่อเสีย ภาษี ธุรกิจเฉพาะ ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงยังคงเป็นรายรับจากกิจการที่ต้องเสีย ภาษี ธุรกิจเฉพาะ เพียงแต่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมาคำนวณเป็นรายรับเพื่อเสีย ภาษี ธุรกิจเฉพาะเท่านั้น เมื่อดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นรายรับของกิจการที่ต้องเสีย ภาษี ธุรกิจเฉพาะ ก็ย่อมถือเป็นรายได้ตามความหมายคำว่า รายได้ ตามข้อ 4 (2) แห่งประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับ ภาษี มูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 29) เมื่อดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นรายได้ของกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่ม โจทก์ต้องนำไปคำนวณเป็นรายได้ของกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่มเพื่อเฉลี่ย ภาษี ซื้อตามส่วนของรายได้แต่ละกิจการตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรดังกล่าว ข้อ 2 การที่โจทก์ไม่นำรายได้ส่วนที่ไปเป็นรายได้ของกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่มซึ่งไม่ถูกต้อง
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงิน ภาษี มูลค่าเพิ่มจำนวน 1,256,217.81 บาท และเบี้ยปรับจำนวน 376,865.20 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,633,083.01 บาท นับแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2541 แก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาล ภาษี อากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ต้องนำดอกเบี้ยที่โจทก์ได้รับมาจากการที่โจทก์ให้บริษัทในเครือที่โจทก์ถือหุ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 กู้ยืมเงินในแต่ละปีมาเป็นรายได้เพื่อเฉลี่ย ภาษี ซื้อตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับ ภาษี มูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 29) เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการเฉลี่ย ภาษี ซื้อตามมาตรา 82/6 แห่งประมวลรัษฎากร เพื่อจะนำ ภาษี ซื้อดังกล่าวมาหักออกจาก ภาษี ขายในการคำนวณ ภาษี มูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากรหรือไม่ เห็นว่า ดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าวเป็นเงินที่โจทก์ได้รับมาจากการที่โจทก์ให้บริษัทในเครือเดียวกันกู้ยืมเงิน การกู้ยืมเงินเช่นว่านั้น ถือเป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ซึ่งเป็นกิจการที่จะต้องเสีย ภาษี ธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (5) และเป็นกิจการที่ไม่ได้รับการยกเว้น ภาษี ธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 91/3 แต่อย่างใด ดังนั้น ดอกเบี้ยที่เกิดจากการประกอบกิจการเช่นว่านี้จึงถือว่าเป็นรายรับที่เกิดจากกิจการที่ต้องเสีย ภาษี ธุรกิจเฉพาะ ที่โจทก์อ้างว่าดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าวไม่ใช่รายรับของกิจการประเภทที่ต้องเสีย ภาษี ธุรกิจเฉพาะเพราะมีคำสั่งกรมสรรพากร ฉบับที่ ป. 26/2534 เรื่อง ดอกเบี้ยสำหรับกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ตามมาตรา 91/5 (5) แห่งประมวลรัษฎากร แต่คำสั่งดังกล่าวนี้เพียงแต่ยกเว้นดอกเบี้ยดังกล่าวไม่ต้องนำมาคำนวณเป็นรายรับเพื่อเสีย ภาษี ธุรกิจเฉพาะเท่านั้น มิใช่เป็นกรณียกเว้นว่ากิจการให้กู้ยืมเงินเช่นว่านี้ไม่ต้องเสีย ภาษี ธุรกิจเฉพาะ และเป็นเรื่องเกี่ยวกับ ภาษี ธุรกิจเฉพาะเท่านั้น มิใช่เกี่ยวกับ ภาษี มูลค่าเพิ่มแต่อย่างใด ดังนั้น ดอกเบี้ยที่เกิดจากกิจการเช่นว่านี้ ยังคงเป็นรายรับจากกิจการที่ต้องเสีย ภาษี ธุรกิจเฉพาะอยู่เป็นแต่เพียงได้รับการยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นรายรับเพื่อเสีย ภาษี ธุรกิจเฉพาะเท่านั้น เมื่อดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นรายรับของกิจการที่ต้องเสีย ภาษี ธุรกิจเฉพาะ ก็ย่อมถือเป็นรายได้ตามความหมายของคำว่า รายได้ ตามข้อ 4 (2) แห่งประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับ ภาษี มูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 29) ซึ่งระบุว่ารายได้ของกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่ม หมายความว่า มูลค่าของฐาน ภาษี ของกิจการประเภทที่ได้รับยกเว้น ภาษี มูลค่าเพิ่ม รายรับของกิจการประเภทที่ต้องเสีย ภาษี ธุรกิจเฉพาะ และรายรับของกิจการประเภทที่ได้รับยกเว้น ภาษี ธุรกิจเฉพาะ ดังนั้น เมื่อดอกเบี้ยที่เกิดจากกิจการให้กู้ยืมเงินของบริษัทในเครือเดียวกันเป็นรายรับของกิจการที่ต้องเสีย ภาษี ธุรกิจเฉพาะแล้ว จึงเป็นรายได้ของกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่มตามข้อ 4 (2) แห่งประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับ ภาษี มูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 29) ด้วย และเมื่อดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นรายได้ของกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่ม โจทก์ก็ต้องนำไปคำนวณเป็นรายได้ของกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่มเพื่อเฉลี่ย ภาษี ซื้อตามส่วนของรายได้ของแต่ละกิจการ ตามที่ระบุไว้ในข้อ 2 แห่งประกาศอธิบดีกรมสรรพากรดังกล่าวข้างต้น การที่โจทก์ไม่นำรายได้ในส่วนนี้ไปเป็นรายได้ของกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่ม ย่อมทำให้อัตราเฉลี่ยของ ภาษี ซื้อของโจทก์ผิดพลาดไป มีผลทำให้โจทก์ได้รับคืน ภาษี ซื้อมากขึ้น ซึ่งไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยจึงสามารถคำนวณใหม่และคืน ภาษี ซื้อให้โจทก์ในจำนวนที่ถูกต้องได้ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนนี้จึงชอบแล้ว? พิพากษาแก้เป็นว่า ให้งดเบี้ยปรับทั้งหมดที่โจทก์จะต้องชำระตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ ศภญ. (อธ. 1)/101/2544 และเลขที่ ศภญ. (อธ.1)/102/2544 ลงวันที่ 7 มิถุนายน 2544 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาล ภาษี อากรกลาง. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7833/2546 บริษัทซีอาร์ซี.เอโฮลด์ จำกัด โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย ป.รัษฎากร ม. 82/3 , ม. 82/6 , ม. 91/2 (5) , ม. 91/3 , ม. 91/5 (5) ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 29)