ฎีกาที่ 928/2546
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ข้อตกลงที่ลูกจ้างจะชดใช้ค่าเสียหายและค่าปรับให้แก่นายจ้างในกรณีที่ลูกจ้างก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้าง เป็นข้อตกลงในทางแพ่งโดยทั่วไปซึ่งนายจ้างและลูกจ้างสามารถทำข้อตกลงดังกล่าวได้ และค่าปรับก็มีลักษณะเช่นเดียวกับเบี้ยปรับคือเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า หากสูงเกินส่วนศาลก็ลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างทำข้อตกลงชดใช้ค่าเสียหายพร้อมค่าปรับจำนวน 5 เท่า ของราคาทรัพย์หรือความเสียหายที่เกิดขึ้นให้แก่โจทก์ผู้เป็นนายจ้าง จึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่เป็นโมฆะ แม้สัญญาค้ำประกันหมาย จ. 5 จะระบุว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ยินยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทุกประการก็ตาม แต่ความรับผิดดังกล่าวหมายถึงความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างการทำงานให้แก่โจทก์ตามที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างแรงงานหมาย จ. 3 เท่านั้น ส่วนข้อตกลงตามหนังสือแนบท้ายสัญญาจ้างหมาย จ. 4 ซึ่งจำเลยที่ 1 ตกลงจะชดใช้ค่าปรับอีกส่วนหนึ่งจำนวน 5 เท่าของค่าเสียหายแก่โจทก์ เพิ่งจัดทำขึ้นภายหลังจากจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันหมาย จ. 5 แล้ว โดยจำเลยที่ 2 มิได้ลงชื่อให้ความยินยอมด้วย ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดชำระค่าปรับจำนวน 5 เท่า แก่โจทก์
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานของโจทก์ กระทำการทุจริตต่อหน้าที่โดย ยักยอก เงินจำนวน 97,290 บาท ที่ลูกค้าชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 จึงต้องชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวพร้อมค่าปรับอีก 5 เท่าเป็นเงิน 486,450 บาท รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 583,740 บาท ให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันโดยยินยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมจะต้องร่วมชำระเงินจำนวนดังกล่าวด้วย แต่จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือทวงถามแล้วเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 583,740 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ให้การว่า การที่สัญญาจ้างแรงงานระบุว่า หากผู้รับจ้างผิดสัญญาจะต้องถูกปรับ 5 เท่า ของความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสัญญาที่ขัดต่อกฎหมายและความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลาง พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินจำนวน 147,290 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 22 สิงหาคม 2544) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ใช้ให้จำเลยที่ 2 ใช้แทนพร้อมดอกเบี้ยดังกล่าว จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่าข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามหนังสือแนบท้ายสัญญาจ้างที่ว่าหากลูกจ้างกระทำการทุจริตต่อหน้าที่โดย ยักยอก ทรัพย์หรือลักทรัพย์ทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ลูกจ้างต้องชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นพร้อมค่าปรับอีกส่วนหนึ่งจำนวน 5 เท่าของราคาทรัพย์หรือความเสียหายที่เกิดขึ้นให้แก่นายจ้างนั้น ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า ข้อตกลงที่ลูกจ้างจะชดใช้ค่าเสียหายและค่าปรับให้แก่นายจ้างในกรณีที่ลูกจ้างก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างนั้น เป็นข้อตกลงในทางแพ่งโดยทั่ว ๆ ไป ซึ่งนายจ้างและลูกจ้างสามารถจะทำข้อตกลงดังกล่าวได้และค่าปรับนั้นก็มีลักษณะเช่นเดียวกันกับเบี้ยปรับคือเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า ซึ่งหากเป็นค่าปรับที่สูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนที่พอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ฉะนั้น การที่จำเลยที่ 1 ทำข้อตกลงชดใช้ค่าเสียหายพร้อมค่าปรับจำนวน 5 เท่า ของราคาทรัพย์หรือความเสียหายที่เกิดขึ้นให้แก่โจทก์นั้นจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ข้อตกลงดังกล่าวใช้บังคับได้ไม่ตกเป็นโมฆะ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ต่อไปว่า จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์เพียงใด จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ความว่า จำเลยที่ 2 เพียงแต่ทำสัญญาค้ำประกันในการทำงานของจำเลยที่ 1 เท่านั้น จำเลยที่ 2 ไม่ได้ลงชื่อในหนังสือแนบท้ายสัญญาจ้าง จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าปรับให้แก่โจทก์ เห็นว่า แม้สัญญาค้ำประกันข้อ 1 และข้อ 3 จะได้ระบุไว้ว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ยินยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทุกประการก็ตาม แต่ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวหมายถึงความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างการทำงานให้แก่โจทก์ตามที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างแรงงานข้อ 6 เท่านั้น ส่วนข้อตกลงตามหนังสือแนบท้ายสัญญาจ้างซึ่งจำเลยที่ 1 ตกลงจะชดใช้ค่าปรับอีกส่วนหนึ่งจำนวน 5 เท่าของราคาทรัพย์หรือค่าเสียหายให้แก่โจทก์นั้น เอกสารดังกล่าวเพิ่งจัดทำขึ้นภายหลังจากที่จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันแล้วถึง 2 ปีเศษ โดยจำเลยที่ 2 มิได้ลงชื่อให้ความยินยอมด้วย ข้อตกลงที่จำเลยที่ 1 ยินยอมชดใช้ค่าปรับแก่โจทก์นั้นเป็นการเพิ่มความรับผิดของจำเลยที่ 1 นอกเหนือจากสัญญาจ้าง ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 2 ฉะนั้น จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์เฉพาะค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดขึ้นจำนวน 97,290 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เท่านั้น? พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 97,290 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 928/2546 บริษัททวียนต์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด โจทก์ นางสุพิศศรา อารีราษฎร์ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 383 , ม. 680