ฎีกาที่ 1705/2546
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
การที่จำเลยนำแบบพิมพ์ใบคำขอถอนเงินของธนาคารมากรอกข้อความพร้อมกับลงลายมือชื่อปลอมของ ก. ในช่องผู้ขอถอนเงินและช่องผู้รับเงิน แล้วนำไปยื่นต่อพนักงานของธนาคารดังกล่าว ซึ่งหลงเชื่อว่าเป็นใบคำขอถอนเงินที่แท้จริงจึงจ่ายเงินให้จำเลยไปนั้น ใบคำขอถอนเงินจึงเป็นหลักฐานแสดงว่า ก. ได้ขอถอนเงินจากบัญชีออมทรัพย์ของตน ย่อมเป็นเอกสารอันก่อให้เกิดสิทธิในการรับเงินจากธนาคาร เอกสารดังกล่าวจึงเป็นเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(9) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐาน ปลอมเอกสาร สิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265และฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรกประกอบมาตรา 265
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 265และ 268 ริบของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265และ 268 วรรคแรกประกอบมาตรา 265 ฐาน ปลอมเอกสาร สิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมโดยจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรกประกอบมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี รวมจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 2 ปี เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมจำคุก 4 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายว่า ใบคำขอถอนเงินธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาคลองตัน ที่จำเลยนำไปยื่นต่อธนาคารดังกล่าวเป็นเอกสารสิทธิ ซึ่งทำให้การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐาน ปลอมเอกสาร สิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมหรือไม่ เห็นว่า จำเลยได้นำแบบพิมพ์ใบคำขอถอนเงินธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาคลองตัน มาทำเครื่องหมายขีดขวางที่ช่องประเภทบัญชีออมทรัพย์ เขียนชื่อกชกร บุญมาตุ่น ในช่องชื่อบัญชี เขียนข้อความระบุสาขา เลขที่บัญชี จำนวนเงินและลงลายมือชื่อปลอมของนางสาวกชกร ในช่องผู้ขอถอนเงินและช่องผู้รับเงิน แล้วนำใบคำขอถอนเงินไปยื่นต่อพนักงานของธนาคารดังกล่าวซึ่งหลงเชื่อว่าเป็นใบคำขอถอนเงินที่แท้จริงจึงจ่ายเงินให้จำเลยไป ดังนี้ การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง และก่อให้เกิดความเสียหายแก่นางสาวกชกร ธนาคาร และพนักงานของธนาคารรวมทั้งนางสาวลักคณาและนางสาวนฤมลแล้ว จึงเป็นการ ปลอมเอกสาร สิทธิปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมทั้งสองฉบับ ไม่ใช่เป็นเพียงการ ปลอมเอกสาร ธรรมดาดังที่จำเลยฎีกา เพราะใบคำขอถอนเงินเป็นหลักฐานแสดงว่านางสาวกชกรได้ขอถอนเงินจากบัญชีออมทรัพย์ของตน ย่อมเป็นเอกสารอันก่อให้เกิดสิทธิในการรับเงินจากธนาคารเอกสารดังกล่าวจึงเป็นเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(9) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐาน ปลอมเอกสาร สิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265และฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรกประกอบมาตรา 265 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ดีแม้จำเลยฎีกาได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายก็ตาม แต่ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 2 ปี นั้น หนักเกินไปศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี" พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 1 ปี เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมจำคุก 2 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1705/2546 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นาง สุนิตา ทิพย์อาสน์ จำเลย ป.อ. ม. 1 (9) , ม. 265 , ม. 268