ฎีกาที่ 7103/2545
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
เมื่อจำเลยผู้ เช่าซื้อ ผิดนัดไม่ชำระค่า เช่าซื้อ ตามสัญญา เช่าซื้อ และไม่ส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนแก่โจทก์ผู้ให้ เช่าซื้อ แม้ตามสัญญา เช่าซื้อ ระบุให้จำเลยใช้ค่าเสียหายที่โจทก์ต้องขาดประโยชน์ที่ควรจะได้จากการเอาทรัพย์สินให้เช่าในอัตราค่าเช่าคิดเป็นจำนวนเงินเดือนละไม่น้อยกว่าค่างวดที่ต้องผ่อนชำระตามสัญญา เช่าซื้อ แต่ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง สัญญา เช่าซื้อ ระบุว่า ถ้าผู้ เช่าซื้อ ผิดนัดหรือผิดสัญญาและต้องชำระเงินใด ๆ ให้แก่เจ้าของหรือในกรณีที่สัญญา เช่าซื้อ สิ้นสุดลงและผู้ เช่าซื้อ ต้องชำระค่าเสียหายใด ๆ แก่เจ้าของ ผู้ เช่าซื้อ ยอมเสียดอกเบี้ยของเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันผิดนัด ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นวิธีการกำหนดค่าเสียหายอันมีลักษณะเป็นการกำหนดเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง แต่ที่ศาลล่างทั้งสองไม่กำหนดดอกเบี้ยให้โจทก์นั้นไม่ถูกต้อง เพราะเมื่อเป็นหนี้เงินโจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้ชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ได้อยู่แล้ว
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 900,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้องกับค่าภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 824,493.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และค่าเสียหายเดือนละ 29,158.88 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนหรือชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ผิดนัด? โจทก์มีหน้าที่ชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าเสียหายและค่าราคาใช้แทนสูงเกินส่วน ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 733,458 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 300,000 บาท และชำระค่าเสียหายให้โจทก์ต่อไปอีกเดือนละ 7,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนหรือใช้ราคา แต่ทั้งนี้ไม่เกิน 5 เดือน และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนให้โจทก์ไม่ได้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 880,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกมีว่า โจทก์ควรได้รับค่าเสียหายที่เป็นค่าขาดประโยชน์เพียงใด เห็นว่า แม้ตามสัญญา เช่าซื้อ ข้อ 10 จะระบุให้จำเลยที่ 1 ผู้ เช่าซื้อ ใช้ค่าเสียหายที่โจทก์ผู้เป็นเจ้าของต้องขาดประโยชน์ที่ควรจะได้จากการเอาทรัพย์สินให้เช่าในอัตราค่าเช่าคิดเป็นจำนวนเงินเดือนละไม่น้อยกว่าค่างวดที่ต้องผ่อนชำระตามสัญญา เช่าซื้อ ดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า อันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์เรียกค่าเสียหายที่เป็นค่าขาดประโยชน์จากการนำรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ออกให้เช่าเดือนละ 29,158.88 บาท อันเป็นอัตราเท่ากับเงินค่างวดที่จำเลยที่ 1 จะต้องผ่อนชำระค่า เช่าซื้อ แต่ละเดือนให้โจทก์นั้น โจทก์กล่าวอ้างขึ้นลอย ๆ โดยไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์อาจนำรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ไปให้เช่าได้ในราคาดังกล่าวจริง ค่าเสียหายที่เป็นค่าขาดประโยชน์ดังกล่าวจึงสูงเกินส่วน แต่ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายที่เป็นค่าขาดประโยชน์ให้โจทก์เดือนละ 7,500 บาท ก็ต่ำไปยังไม่เหมาะสมแก่รูปคดี เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายที่เป็นค่าขาดประโยชน์ให้โจทก์เดือนละ 9,000 บาท นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้องรวม 40 เดือน เป็นเงิน 360,000 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 9,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนหรือใช้ราคาเสร็จ แต่ไม่เกิน 5 เดือน ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน ปัญหาข้อต่อไปมีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้หรือไม่เพียงใด เห็นว่า แม้ข้อสัญญา เช่าซื้อ ข้อ 9 จะระบุว่า ถ้าผู้ เช่าซื้อ ผิดนัดหรือผิดสัญญาและต้องชำระเงินใด ๆ ให้แก่เจ้าของหรือในกรณีที่สัญญา เช่าซื้อ สิ้นสุดลงและผู้ เช่าซื้อ ต้องชำระค่าเสียหายใด ๆ แก่เจ้าของ ผู้ เช่าซื้อ ยอมเสียดอกเบี้ยของเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันผิดนัด ดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นวิธีการกำหนดค่าเสียหายอันมีลักษณะเป็นการกำหนดเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์เรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี มานั้น สูงเกินส่วน แต่ที่ศาลล่างทั้งสองไม่กำหนดดอกเบี้ยให้โจทก์นั้นยังไม่ถูกต้อง เพราะเมื่อเป็นหนี้เงินแล้วโจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้ชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ได้อยู่แล้ว ทั้งค่าเสียหายอื่นที่กำหนดให้โจทก์ได้รับชำระก็มิได้สูงมากนัก จึงเห็นควรกำหนดให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายที่เป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 360,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 9,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนหรือใช้ราคาเสร็จ แต่ทั้งนี้ไม่เกิน 5 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7103/2545 บริษัทวิริยะลีสซิ่ง จำกัด โจทก์ นางขัตติยาหรือมนทกานติ์ สุริหาร กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง , ม. 383 วรรคหนึ่ง