ฎีกาที่ 7096/2545
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ขณะที่โจทก์มีหน้าที่ยื่นแบบแจ้งรายการทรัพย์สินเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและ ที่ดิน ประจำปีภาษี 2533 และ 2534 นั้น พ.ร.บ. ภาษีโรงเรือนและ ที่ดิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2534 ยังไม่มีผลใช้บังคับ โจทก์จึงต้องยื่นแบบพิมพ์ภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 19 เดิม และจำเลยจะต้องประเมินและแจ้งการประเมินไปยังโจทก์ภายใน 10 ปี นับแต่วันครบกำหนดที่ให้ผู้รับประเมินยื่นแบบพิมพ์ตามมาตรา 19 เดิม การที่จำเลยประเมินภาษีและแจ้งการประเมินไปยังโจทก์ภายใน 10 ปี จึงเป็นการประเมินภายในเวลาที่กำหนด ส่วนการยื่นแบบแจ้งรายการทรัพย์สินเพื่อเสียภาษีประจำปีภาษี 2535 ถึง 2537 ต้องกระทำภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 19 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. ภาษีโรงเรือนและ ที่ดิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2534 และจำเลยจะต้องประเมินและแจ้งการประเมินภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 24 ทวิ โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการประจำปีภาษี 2535 ถึง 2538 แล้ว ดังนั้น จำเลยจะต้องประเมินและแจ้งการประเมินภายในเวลาไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งระยะเวลาที่กำหนดให้ยื่นแบบพิมพ์ตามมาตรา 19 หรือ ภายในวันสุดท้ายของเดือน กุมภาพันธ์ การที่จำเลยประเมินภาษีเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2543 และแจ้งให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ จึงพ้นกำหนดเวลาตามมาตรา 24 ทวิ การประเมินจึงไม่ชอบ
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาดตามเอกสารท้ายฟ้อง กับให้จำเลยคืนเงินภาษี 1,241,699.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้เพิกถอนใบแจ้งรายการประเมินเล่มที่ 111, 108, 81, 78, 58 เลขที่ 4, 13, 19, 4, 11 ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2543 เพิกถอนใบแจ้งคำชี้ขาด เล่มที่ 24 เลขที่ 6 ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2543 เฉพาะปีภาษี 2533 ถึง 2537 แก้ไขใบแจ้งรายการประเมินเล่มที่ 51, 53, 45, 47, 46 เลขที่ 19, 4, 12, 9, 21 ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2543 เล่มที่ 13 เลขที่ 19 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2543 แก้ไขใบแจ้งคำชี้ขาด เล่มที่ 24 เลขที่ 6 ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2543 ยกเว้นปีภาษี 2533 ถึง 2537 และให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีจำนวน 1,214,813.98 บาท แก่โจทก์ ภายในสามเดือนนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันครบกำหนดสามเดือนที่นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2543 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ประเมินให้โจทก์ชำระภาษีโรงเรือนและ ที่ดิน ประจำปี 2533 ถึง 2538 และให้โจทก์ได้รับใบแจ้งรายการประเมินดังกล่าว เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2543 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยมีอำนาจประเมินภาษีโรงเรือนและ ที่ดิน ประจำปีภาษี 2533 ถึง 2537 หรือไม่ พิเคราะห์แล้วมาตรา 24 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและ ที่ดิน พ. ศ. 2475 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดเวลาให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินและแจ้งรายการประเมินไปยังผู้รับประเมิน บทมาตรานี้บัญญัติเพิ่มเติมเข้ามาในพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและ ที่ดิน พ. ศ. 2475 โดยมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและ ที่ดิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2534 นอกจากนี้พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและ ที่ดิน (ฉบับที่ 4) พ. ศ. 2534 มาตรา 12 ยังได้บัญญัติยกเลิกมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและ ที่ดิน พ.ศ. 2475 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและ ที่ดิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2485 และให้ใช้ความใหม่แทน พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและ ที่ดิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2534 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2534 ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2534 เป็นต้นไป ผู้รับประเมินจะต้องยื่นแบบพิมพ์เพื่อแจ้งรายการทรัพย์สินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกำหนดเวลาที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและ ที่ดิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2534 และพนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องประเมินและแจ้งการประเมินไปยังผู้รับประเมินภายในกำหนดเวลาที่บัญญัติไว้ในมาตรา 24 ทวิ ขณะที่โจทก์มีหน้าที่ยื่นแบบพิมพ์เพื่อแจ้งรายการทรัพย์สินเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและ ที่ดิน ประจำปี 2533 และ 2534 นั้น พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและ ที่ดิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2534 ยังไม่มีผลใช้บังคับ โจทก์จึงต้องยื่นแบบพิมพ์ภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 19 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและ ที่ดิน (ฉบับที่ 3) พ. ศ. 2485 หรือมาตรา 19 เดิม และพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจะต้องประเมินและแจ้งการประเมินไปยังโจทก์ภายใน 10 ปี นับแต่วันครบกำหนดที่ให้ผู้รับประเมินยื่นแบบพิมพ์ตามมาตรา 19 เดิม การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยประเมินภาษีโรงเรือนและ ที่ดิน ประจำปี 2533 และ 2534 เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2543 และแจ้งการประเมินไปยังโจทก์เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2543 จึงเป็นการประเมินภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดให้มีอำนาจกระทำได้ส่วนการยื่นแบบพิมพ์เพื่อแจ้งรายการทรัพย์สินเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและ ที่ดิน ประจำปีภาษี 2535 ถึง 2537 ต้องกระทำภายในเวลาที่มาตรา 19 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและ ที่ดิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2534 มาตรา 12 กำหนด และพนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องประเมินและแจ้งการประเมินไปยังผู้รับประเมินภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 24 ทวิ จำเลยให้การยอมรับว่าโจทก์ได้ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและ ที่ดิน ประจำปีภาษี 2535 ถึง 2537 แล้ว ดังนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องประเมินและแจ้งการประเมินให้ผู้รับประเมินเสียภาษีภายในเวลาไม่เกิน 5 ปี นับแต่ วันสุดท้ายแห่งระยะเวลาที่กำหนดให้ยื่นแบบพิมพ์ตามมาตรา 19 หรือภายในวันสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินภาษีโรงเรือนและ ที่ดิน ประจำปีภาษี 2535 ถึง 2537 เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2543 และแจ้งให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2543 เป็นการประเมินเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามมาตรา 24 ทวิ การประเมินจึง ไม่ชอบ? พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีจำนวน 1,171,034.79 บาท แก่โจทก์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันครบกำหนดสามเดือนนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 30,000 บาท แทนโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7096/2545 บริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) โจทก์ กรุงเทพมหานคร จำเลย พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 19 , ม. 24 ทวิ