ฎีกาที่ 6107/2545
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
แม้การโอนกิจการของธนาคาร ม. ให้แก่เจ้าหนี้ที่จะมีผลบังคับตามพระราชกฤษฎีกาแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ฯ (ฉบับที่ 4)ฯมาตรา 38 จัตวา วรรคสอง(3) โดยเฉพาะในส่วนที่จำเป็นต้องดำเนินการที่เกี่ยวข้องในมาตรา 94(2) แห่งพระราชบัญญัติ ล้มละลาย ฯ ให้ได้รับยกเว้นมิให้นำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็มีเจตนารมณ์เพียงมิให้นำมาตรา 94(2) แห่งพระราชบัญญัติ ล้มละลาย ฯ มาใช้บังคับแก่เจ้าหนี้ที่รับโอนกิจการสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดจากธนาคาร ม. โดยมิให้อ้างว่าเป็นการยอมให้ธนาคาร ม. กระทำโอนขึ้นเมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ถึงการที่ธนาคารผู้โอนดังกล่าวมีหนี้สินล้นพ้นตัวซึ่งไม่อาจนำมาขอรับชำระหนี้ได้เท่านั้น มิได้มุ่งหมายไปถึงหนี้ที่เกิดจากธนาคาร ม. ยอมให้ลูกหนี้กระทำขึ้นเมื่อได้รู้อยู่แล้วว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ซึ่งเจ้าหนี้รับโอนมาแล้วจะมีสิทธินำมาขอรับชำระหนี้ในคดีที่ลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแต่อย่างใด หนี้ของเจ้าหนี้ดังกล่าวจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชกฤษฎีกาแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ฯ(ฉบับที่ 4)ฯ มาตรา 38 จัตวา วรรคสอง(3)
ย่อยาว
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและเจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดสมุทรปราการรวม 6 คดีจำนวน47,050,734.61 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้ว เห็นสมควรให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 2138/2541 และ 2583/2541 จำนวน 16,511,572.95 บาท ตามมาตรา 130(7) แห่งพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ. 2483 ส่วนหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 442/2541, 883/2541, 1350/2541 และ 1021/2541น่าเชื่อว่าเจ้าหนี้ยอมให้มีการก่อนหนี้ขึ้นโดยรู้ถึงการที่ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว เป็นหนี้ที่ไม่อาจขอรับชำระได้ตามมาตรา 94(2) แห่งพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ. 2483 เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว เห็นสมควรให้ยกเสียทั้งสิ้นตามมาตรา 107(1) แห่งพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ. 2483 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าหนี้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดี ล้มละลาย พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดี ล้มละลาย วินิจฉัยว่า "...ในการขอรับชำระหนี้ในคดี ล้มละลาย เจ้าหนี้ทั้งหลายจะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 91 และในการตรวจคำขอรับชำระหนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจสอบสวนในเรื่องหนี้สินที่ขอรับชำระว่าเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงซึ่งลูกหนี้ต้องรับผิดในหนี้นั้น และหนี้ดังกล่าวไม่ต้องห้ามขอรับชำระหนี้ตามกฎหมายหรือไม่ แล้วทำความเห็นเสนอศาลตามมาตรา 105 และศาลมีอำนาจพิจารณาสั่งตามมาตรา 106, 107 และ 108 ซึ่งเห็นได้ว่าแม้หนี้ที่ขอรับชำระจะเป็นหนี้ตามคำพิพากษาและไม่มีเจ้าหนี้รายอื่นหรือผู้ใดโต้แย้งก็หาได้ผูกพันเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลให้จำต้องถือตามไม่ ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้สอบสวนแล้วเห็นว่า หนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 442/2541, 883/2541, 1350/2541 และ 1021/2541 ของศาลจังหวัดสมุทรปราการ ที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นหนี้ที่เจ้าหนี้ยอมให้ลูกหนี้กระทำขึ้นเมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ถึงการที่ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่อาจนำมาขอรับชำระหนี้ได้ตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 94(2) และรายงานสรุปความเห็นต่อศาล เห็นควรให้ยกคำขอรับชำระหนี้จึงเป็นการดำเนินการที่ชอบแล้ว ฎีกาของเจ้าหนี้ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่เจ้าหนี้ฎีกาข้อต่อไปว่า หนี้ที่ขอรับชำระหนี้ดังกล่าวเดิมธนาคารมหานครจำกัด (มหาชน) เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าหนี้ได้รับโอนกิจการโดยรับโอนสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดของธนาคารดังกล่าวมาตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 และประกาศของกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบในการโอนกิจการโดยโอนสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดของธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) เจ้าหนี้ ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จึงเป็นการโอนกิจการโดยผลของกฎหมาย เจ้าหนี้ย่อมได้รับการคุ้มครองตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 มาตรา 38 จัตวาวรรคสอง (3) ที่บัญญัติยกเว้นมิให้นำมาตรา 94(2) แห่งพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาใช้บังคับ เจ้าหนี้จึงชอบจะได้รับชำระหนี้ดังกล่าวนั้น เห็นว่า แม้การโอนกิจการของธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ให้แก่เจ้าหนี้จะมีผลบังคับตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 (ฉบับที่ 4)พ.ศ. 2541 มาตรา 38 จัตวา วรรคสอง(3) โดยเฉพาะในส่วนที่จำเป็นต้องดำเนินการที่เกี่ยวข้องในมาตรา 94(2) แห่งพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ. 2483 ให้ได้รับยกเว้นมิให้นำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็มีเจตนารมณ์เพียงมิให้นำมาตรา 94(2) แห่งพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาใช้บังคับแก่เจ้าหนี้ที่รับโอนกิจการสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดจากธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) โดยมิให้อ้างว่าเป็นการยอมให้ธนาคารมหานคร จำกัด (มหานคร) กระทำโอนขึ้นเมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ถึงการที่ธนาคารผู้โอนดังกล่าวมีหนี้สินล้นพ้นตัว ซึ่งไม่อาจนำมาขอรับชำระหนี้ได้เท่านั้น มิได้มุ่งหมายไปถึงหนี้ที่เกิดจากธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ยอมให้ลูกหนี้กระทำขึ้นเมื่อได้รู้อยู่แล้วว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวซึ่งเจ้าหนี้รับโอนมาแล้วจะมีสิทธินำมาขอรับชำระหนี้ในคดีที่ลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแต่อย่างใดหนี้ของเจ้าหนี้ดังกล่าวจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 มาตรา 38 จัตวา วรรคสอง (3) ฎีกาของเจ้าหนี้ข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6107/2545 ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน โจทก์ เจ้าหนี้ โจทก์ ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน โจทก์ บริษัท เอ็กเซล คอนสตรัคชั่น แมนเนจเมนท์ จำกัด จำเลย พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 94 (2) พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 พ.ศ.2528 ม. 38 จัตวา วรรคสอง(3)