ฎีกาที่ 6563/2545
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 ที่บัญญัติว่า ในการตีความการแสดงเจตนานั้น ให้เพ็งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรนั้น หมายถึง กรณีนิติกรรมที่ทำกันไว้มีข้อความไม่ชัดแจ้ง หรือมีข้อความขัดแย้งกันหรืออาจแปลความหมายได้เป็นหลายนัย แต่ถ้าข้อความในสัญญาชัดเจนแล้ว ย่อมไม่มีความจำเป็นอย่างใดที่จะต้องตีความการแสดงเจตนา สัญญา จำนอง พร้อมข้อตกลงต่อท้ายสัญญา จำนอง มีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่าทำสัญญา จำนอง เป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 2 ที่มีต่อโจทก์ ดังนี้ จึงนำบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 มาบังคับให้ต้องสืบพยานบุคคลประกอบเพื่อตีความถึงเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญาหาได้ไม่ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข) คดีจึงฟังได้ว่า สัญญา จำนอง ที่ดินพร้อมข้อตกลงต่อท้ายสัญญา จำนอง ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นการทำสัญญา จำนอง เป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 2 ที่มีต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้ออาหารสัตว์(อาหารกุ้ง) จากโจทก์ กำหนดส่งสินค้าและชำระราคาเป็นรายงวด หากผิดนัดยอมให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ระหว่างวันที่ 21 มีนาคม 2540 ถึงวันที่ 13 มิถุนายน2540 จำเลยที่ 1 สั่งซื้ออาหารกุ้งจากโจทก์แล้วค้างชำระราคารวม 18 งวด เป็นเงิน1,288,161.84 บาท ต่อมาวันที่ 23 มิถุนายน 2540 จำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียน จำนอง ที่ดินโฉนดเลขที่ 29797 ในวงเงิน 700,000 บาท เป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1โจทก์ทวงถามจำเลยที่ 1 และบอกกล่าวบังคับ จำนอง แก่จำเลยที่ 2 แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 1,465,284 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 1,288,161.84 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จหากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์ที่ จำนอง ของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้ในวงเงิน 700,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์เฉพาะรายการสินค้าที่นางสาวเสาวลักษณ์ กว้างคณานุรักษ์ ลงลายมือชื่อรับมอบสินค้าเป็นเงินไม่เกิน 700,000 บาทเท่านั้น ส่วนรายการอื่นจำเลยที่ 1 ไม่ได้สั่งซื้อและไม่ได้รับมอบสินค้า จำเลยที่ 2จดทะเบียน จำนอง ที่ดินเพื่อประกันหนี้ของจำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ แต่หากจำเลยที่ 2 จะรับผิดก็ไม่เกิน 700,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 1,288,161.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 177,122 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 29797 ตำบลพะวง อำเภอเมืองสงขลาจังหวัดสงขลา พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ในวงเงิน 700,000 บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีกรรมการ3 คน จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการคนหนึ่งลงลายมือชื่อร่วมกับกรรมการอีก 1 คน ประทับตราบริษัททำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2539 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาซื้ออาหารกุ้งจากโจทก์โดยโจทก์ให้วงเงินสินเชื่อไม่เกิน 3,000,000 บาท จากนั้นระหว่างวันที่ 21 มีนาคม 2540 ถึงวันที่ 13 มิถุนายน 2540 จำเลยที่ 1 ได้สั่งซื้ออาหารกุ้งจากโจทก์ 18 ครั้ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,288,161.84 บาท แต่ยังไม่ได้ชำระราคาแก่โจทก์ต่อมาวันที่ 23 มิถุนายน 2540 จำเลยที่ 2 ได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 29797 ตำบลพะวงอำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา จดทะเบียน จำนอง เป็นประกันหนี้ให้แก่โจทก์ในวงเงิน700,000 บาท ตามสัญญา จำนอง พร้อมข้อตกลงต่อท้ายสัญญา จำนอง เอกสารหมาย จ.5และ จ.6 มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตามสัญญา จำนอง พร้อมข้อตกลงต่อท้ายสัญญา จำนอง เอกสารหมาย จ.5และ จ.6 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยที่ 2 ได้นำที่ดินของจำเลยที่ 2 มาจดทะเบียน จำนอง เป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ภายในวงเงิน 700,000 บาท ตามสัญญา จำนอง พร้อมข้อตกลงต่อท้ายสัญญา จำนอง เอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 แต่ตามสัญญา จำนอง พร้อมข้อตกลงต่อท้ายสัญญา จำนอง เอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 ซึ่งเป็นสัญญา จำนอง ระหว่างโจทก์ผู้รับ จำนอง กับจำเลยที่ 2ผู้ จำนอง มีข้อความในสัญญา จำนอง ดังกล่าวแต่เพียงว่า ผู้ จำนอง ตกลง จำนอง ที่ดินแก่ผู้รับ จำนอง เพื่อเป็นประกันหนี้การซื้อขายอาหารกุ้งที่นางเพ็ญศรี พิทักษธรรม มีต่อผู้รับ จำนอง ทั้งในปัจจุบันและในภายภาคหน้าเป็นเงิน 700,000 บาท เท่านั้น ข้อความในสัญญาดังกล่าวมิได้ระบุว่าเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด แม้ว่าจำเลยที่ 2 จะเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ก็มีฐานะแยกเป็นบุคคลหนึ่งต่างหากจากจำเลยที่ 1ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด หากโจทก์มีความประสงค์จะทำสัญญา จำนอง ประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ก็น่าจะระบุไว้ว่า สัญญา จำนอง นี้เป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1เช่นเดียวกับสัญญาซื้อขายอาหารสัตว์เอกสารหมาย จ.4 ก็ระบุว่าเป็นการทำสัญญาระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ และที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์กับจำเลยที่ 2 ไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ต่อกัน ไม่เคยมีหนังสือถึงกัน การตีความสัญญา จำนอง ต้องตีความตามเจตนาของคู่สัญญาว่าการ จำนอง ดังกล่าวเป็นการ จำนอง เพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 นั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 บัญญัติว่า ในการตีความการแสดงเจตนานั้น ให้เพ็งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรนั้น หมายถึงกรณีนิติกรรมที่ทำกันไว้มีข้อความไม่ชัดแจ้ง หรือมีข้อความขัดแย้งกันหรืออาจแปลความหมายได้เป็นหลายนัย จึงให้ตีความการแสดงเจตนาโดยเพ็งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงเป็นสำคัญ ยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร แต่ถ้าข้อความในสัญญาชัดเจนแล้วย่อมไม่มีความจำเป็นอย่างใดที่จะต้องตีความการแสดงเจตนาซึ่งตามสัญญา จำนอง พร้อมข้อตกลงต่อท้ายสัญญา จำนอง เอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 มีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่าทำสัญญา จำนอง เป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 2 ที่มีต่อโจทก์ ดังนี้ จึงนำบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 มาบังคับให้ต้องสืบพยานบุคคลประกอบเพื่อตีความถึงเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญาหาได้ไม่ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข) คดีจึงฟังได้ว่า สัญญา จำนอง ที่ดินพร้อมข้อตกลงต่อท้ายสัญญา จำนอง ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นการทำสัญญา จำนอง เป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 2 ที่มีต่อโจทก์จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6563/2545 บริษัท ไทยลักซ์ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน โจทก์ บริษัท ปากระวะเกษตรกรรม จำกัด กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 171 ป.วิ.พ. ม. 94