ฎีกาที่ 6039/2545
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์บรรยายคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเพราะเหตุไม่สามารถจัดหาสถาบันการเงินมารับจดทะเบียน จำนอง ชุดได้ ส่วนจำเลยที่ 1 ให้การว่า ข้อตกลงในสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเรื่องการขอกู้เงินจากสถาบันการเงิน เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 อำนวยความสะดวกและเป็นผู้ประสานงานระหว่างโจทก์กับสถาบันการเงินเท่านั้น สถาบันการเงินจะอนุมัติให้โจทก์กู้เงินหรือไม่ต้องเป็นไปตามระเบียบและเงื่อนไขของสถาบันการเงินนั้น ๆ ดังนี้ตามคำฟ้องและคำให้การจึงมีประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเพราะเหตุไม่จัดสถาบันการเงินให้โจทก์กู้มาชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ในงวดสุดท้ายหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยเลยไปถึงประเด็นที่ว่า จำเลยที่ 1 จะมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและริบเงินที่โจทก์ชำระทั้งหมดได้นั้น จำเลยที่ 1 จะต้องมีหนังสือแจ้งกำหนดเวลาให้โจทก์ชำระหนี้ไม่น้อยกว่า 7 วัน และการที่โจทก์บอกเลิกสัญญาและหลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว จำเลยที่ 1 นำห้องชุดพิพาทไปประมูลขาย ถือว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงเลิกสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดโดยปริยาย จำเลยที่ 1 ต้องให้โจทก์กลับสู่ฐานะเดิมและต้องคืนเงินที่จำเลยที่ 1 รับไว้แก่โจทก์ คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นดังกล่าวถือว่าเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่โจทก์บรรยายฟ้องไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ถือได้ว่าไม่มีประเด็นที่ว่ากล่าวมาแล้วใน ศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยแล้วพิพากษายืนก็ตาม ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง
ย่อยาว
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 1,559,687 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 1,426,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะได้นำใช้คืนเสร็จ จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ตกลงเพียงเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าเพื่อที่จะติดต่อหาสถาบันการเงิน ให้ลูกค้าขอกู้ และนำเงินมาชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 แต่ไม่มีข้อตกลงระบุให้จำเลยที่ 1 รับรองหรือประกันแก่ลูกค้าว่า การกู้เงินจากสถาบันการเงินจะต้องสำเร็จทั้งนี้การอนุมัติให้กู้เงินต้องเป็นไปตามระเบียบและเงื่อนไขของสถาบันการเงินนั้น ๆ เมื่อโจทก์ไม่สามารถขอกู้เงินจากสถาบันการเงินและนำเงินมาชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ตามสัญญาได้ กรณีจึงถือว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขาย จำเลยที่ 1 จึงริบเงินที่โจทก์ชำระมาแล้วทั้งหมด ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินคืนแก่โจทก์จำนวน 1,426,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 กันยายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ด้วย โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 2 ด้วย โดยกำหนด ค่า ทนายความ 15,000 บาท ให้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ใช้ ค่า ฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 2 ด้วย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 15,000 บาท จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดโดย ชำระเงินจำนวนหนึ่งในวันทำสัญญา ส่วนที่เหลือแบ่งชำระเป็นงวด สำหรับงวดสุดท้ายที่โจทก์จะต้องชำระเงินส่วน ที่เหลือนั้น จำเลยที่ 1 ได้ติดต่อธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เพื่อให้โจทก์กู้เงินมาชำระ แต่ธนาคารไม่อนุมัติให้โจทก์กู้ได้ จำเลยที่ 1 จึงมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ชำระเงินงวดสุดท้ายและแจ้งนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด โจทก์มิได้นำเงินมาชำระเงินงวดสุดท้ายและแจ้งนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด โจทก์มิได้นำเงินมาชำระ จำเลยที่ 1 จึงบอกเลิกสัญญาและริบเงินที่โจทก์ชำระมาทั้งหมด คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของ จำเลยที่ 1 ว่า กรณีแรกการที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงโจทก์กำหนดวันโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดและกำหนดให้ชำระเงินงวดสุดท้ายไม่ถึง 7 วัน การบอกเลิกสัญญาของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบ ไม่ทำให้สัญญาจะซื้อจะขายเลิกกัน และอีกกรณีหนึ่ง การที่โจทก์บอกเลิกสัญญากับจำเลยที่ 1 แล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้นำห้องชุดไปประมูลขาย ถือว่าคู่สัญญาตกลงเลิกสัญญาจะซื้อจะขายโดยปริยายนั้นเป็นการวินิจฉัยนอกคำฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์บรรยายในคำฟ้องกล่าวถึงเหตุที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจะซื้อจะขาย "?ในการชำระเงินงวดสุดท้าย หากผู้ซื้อจะมีความประสงค์จะขอกู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อนำเงินมาชำระโดยแจ้งความประสงค์เป็นลายลักษณ์อักษรต่อผู้จะขายในงวดการชำระเงินงวดที่ 32 ผู้จะขายจะติดต่อสถาบันการเงินเพื่อให้ผู้จะซื้อไปขอกู้เงินมาชำระ แก่ผู้จะขาย?" แต่จำเลยที่ 1 ผู้จะขายไม่สามารถจัดหาสถาบันการเงินมารับจดทะเบียน จำนอง ห้องชุดได้ ถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา ส่วนจำเลยที่ 1 ให้การว่า ให้การว่า ข้อตกลงในสัญญาจะซื้อขายห้องชุดในกรณีเรื่องการขอกู้เงินจาก สถาบันการเงินนั้น เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 อำนวยความสะดวกและเป็นผู้ประสานงานระหว่างโจทก์กับสถาบันการเงินเท่านั้น จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับรองหรือประกันกับโจทก์และลูกค้า ทั้งมีข้อสัญญาระบุว่า "หากสถาบันการเงินไม่อนุมัติ เงินกู้ด้วยเหตุใดก็ตาม ผู้จะซื้อจะยกเอาเหตุดังกล่าวมาปฏิเสธการชำระเงินงวดสุดท้ายไม่ได้ ดังนี้ตามคำฟ้องและคำให้การจึงมีประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเพราะเหตุไม่จัดหาสถาบันการเงินให้โจทก์กู้มาชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ในงวดสุดท้ายหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ผิดสัญญาตามฟ้อง และคำวินิจฉัยยังรับฟังได้ว่าโจทก์ยังไม่ชำระเงินงวดสุดท้ายแก่จำเลยที่ 1 และวินิจฉัยไปถึงประเด็นที่ว่าจำเลยที่ 1 จะมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและริบเงินที่โจทก์ชำระทั้งหมดได้นั้น จำเลยที่ 1 จะต้องมีหนังสือแจ้งกำหนดเวลาให้โจทก์ชำระหนี้ไม่น้อยกว่า 7 วัน ตามสัญญาจะซื้อจะขายข้อ 3 และเมื่อจำเลยที่ 1 มีหนังสือกำหนดเวลาชำระหนี้ไปถึงโจทก์ไม่ถึง 7 ไม่ทำให้สัญญาเลิกกัน และยังวินิจฉัยในประเด็นอื่นอีกว่า การที่โจทก์บอกเลิกสัญญาและหลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว จำเลยที่ 1 นำห้องชุดพิพาทไปประมูลขาย ถือว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงเลิกสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด โดยปริยายแล้ว จำเลยที่ 1 ต้องให้โจทก์กลับสู่ฐานะเดิมและต้องคืนเงินที่จำเลยที่ 1 รับไว้แก่โจทก์ ถือว่าเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่โจทก์บรรยายฟ้องมาทั้งสิ้น คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ข้อพิพาท ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ถือได้ว่าไม่มีประเด็นที่ว่ากล่าว มาแล้วในศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยแล้วพิพากษายืนก็ตาม และฎีกาปัญหานี้สู่ศาลฎีกาอีก ศาลฎีกาย่อมไม่วินิจฉัยเพราะต้องถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ต้องห้าม ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 ไม่ผิดสัญญา รูปคดีจึงจำต้องยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าสัญญาจะซื้อจะขายเลิกกันโดยปริยายแล้ว โจทก์ต้องกลับสู่ฐานะเดิมนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์จำเลยที่ 1 ด้วย ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 45,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6039/2545 นายขจรศักดิ์หรือเขษมศักดิ์ เจยเสนานนท์ โจทก์ บริษัทควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง , ม. 249