ฎีกาที่ 6572/2545
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 (ยกเลิก) มาตรา 18
พ.ศ. 2530 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 18 เงินค่าทดแทนนั้น ให้กำหนดให้แก่บุคคลดังต่อไปนี้ (1) เจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งที่ดินที่ต้องเวนคืน (2) เจ้าของโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นที่รื้อถอนไม...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 (ยกเลิก) มาตรา 21
พ.ศ. 2530 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 21 เงินค่าทดแทนที่จะให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามมาตรา 18 นั้น ถ้ามิได้บัญญัติไว้เป็นพิเศษในพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฉบับใดโดยเฉพาะแล้ว ให้กำหนดโดยคำนึงถึง (...
ย่อสั้น
โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืนซึ่งได้ให้ ค. เช่า ที่ดินดังกล่าวใช้เป็นสถานที่แสดง ผลิต จำหน่าย ซ่อมบำรุง และตบแต่งรถยนต์ โดยจดทะเบียนการ เช่า กันก่อนวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ 1 เดือนเศษ อายุการ เช่า มีกำหนด 10 ปี เริ่มตั้งแต่หลังวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ ประมาณ 2 เดือน โดยข้อ 8 ของสัญญา เช่า ที่ดินดังกล่าวระบุว่า "บรรดาสิ่งปลูกสร้างหรือทรัพย์สินใด ๆ ที่ผู้ เช่า สร้างลงไปในที่ดินตามสัญญานี้เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ เช่า แต่เมื่อสิ้นสุดสัญญา เช่า ผู้ เช่า จะต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ เช่า ออกไปทั้งหมดหรือบางส่วนตามความประสงค์ของผู้ให้ เช่า และปรับระดับของพื้นดินให้เรียบร้อยภายในกำหนดเวลา 1 เดือน นับแต่วันสิ้นสุดสัญญานี้เว้นแต่ผู้ให้ เช่า มีความประสงค์จะให้ผู้ เช่า ที่ดินต่อไปหรือผู้ให้ เช่า มีความประสงค์ให้สิ่งปลูกสร้างนั้นมีสภาพตามที่เป็นอยู่ก่อนสิ้นสุดสัญญา?" ค. ผู้ เช่า เป็นผู้ถมดินในที่ดินดังกล่าวและเป็นผู้ออกเงินค่าใช้จ่ายในการถมดิน ดังนั้นก่อนสัญญา เช่า ที่ดินจะสิ้นสุดลง ดินที่ถมดังกล่าวยังเป็นกรรมสิทธิ์ของ ค. อยู่ตามข้อ 8 ของสัญญา เช่า ที่ดินและฝ่ายจำเลยกำหนดเงินค่าทดแทนค่าถมดินนี้ โดยถือว่าเป็นเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างที่รื้อถอนได้ซึ่งมีอยู่ในที่ดินที่ต้องเวนคืนในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 18 (5) ค. ได้รับมอบสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวจากโจทก์ในวันที่ทำสัญญา เช่า ที่ดินซึ่งเป็นวันก่อนวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ และหลังจากวันใช้บังคับ พระราชกฤษฎีกาฯ ก็ยังคงเป็นเจ้าของที่ดินที่ถมนั้นอยู่ และมีสิทธิที่จะได้ใช้ประโยชน์จากการถมดินนั้น ย่อมเป็นผู้ได้รับผลกระทบและต้องเสียหายในส่วนนี้โดยตรงอันเนื่องจากการดำเนินการเวนคืนของฝ่ายจำเลย จึงเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนส่วนนี้ตามมาตรา 18 (5) โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายในส่วนนี้โดยตรงจึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงิน ค่าทดแทนค่าถมดินในที่ดินของโจทก์ พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 วรรคท้าย มุ่งหมายให้จ่ายเงินค่าทดแทน ความเสียหายให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายที่อยู่อาศัยหรือประกอบการค้าขาย หรือประกอบการงานอันชอบด้วยกฎหมายอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืนเท่านั้น มิได้ประสงค์จะให้จ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่ เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่มิได้อยู่อาศัยหรือประกอบการค้าขายในอสังหาริมทรัพย์นั้นด้วย เมื่อโจทก์มิได้อยู่อาศัยและไม่ได้ประกอบการค้าขายในที่ดินที่ต้องเวนคืนเนื่องจากให้ ค. เช่า ไปประกอบธุรกิจการค้าเป็นสถานที่แสดงรถยนต์ โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนค่าขาดประโยชน์ที่ได้จากการให้ เช่า ที่ดินที่ถูกเวนคืน
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินค่าทดแทน 405,918,483.95 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี จากต้นเงิน 298,840,863.61 บาท และอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 73,408,968 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์มิได้เป็นผู้ถมดินในที่ดินถูกที่เวนคืน คณะกรรมการกำหนดราคาราคาเบื้องต้น กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนให้แก่โจทก์ถูกต้องและเป็นธรรมแล้ว ที่โจทก์เรียกร้อง เงินค่าทดแทนค่าขาดประโยชน์จากการให้ เช่า ที่ดินเป็นค่าเสียหายตามความพอใจของโจทก์ ซึ่งไม่มีหลักฐานและไม่มีกฎหมายให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะเรียกร้องได้ โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ไม่เกินอัตราร้อยละ 6.5 ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 6,360,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ไม่เกินร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 30,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสามใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 11,524,250 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วย ดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ไม่เกินร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่ วันที่ 23 สิงหาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ก่อนวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ โจทก์ได้ให้บริษัทคาร์แลนด์ เซอร์วิส จำกัด เช่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 18779 ถึง 18784 และ 55464 โดยจดทะเบียน เช่า มีกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2537 เพื่อใช้เป็นสถานที่แสดง ผลิต จำหน่าย ซ่อมบำรุงและตบแต่งรถยนต์หรือส่วนประกอบของ รถยนต์รวมทั้งให้เป็นที่อยู่อาศัยและจำหน่ายอาหาร เมื่อมีการเวนคืนที่ดินทั้งเจ็ดแปลงทำให้สัญญา เช่า ระหว่างโจทก์กับบริษัทคาร์แลนด์ เซอร์วิส จำกัด สิ้นสุดลง โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนค่าขาดประโยชน์จากการให้ เช่า ที่ดินจำนวน 73,408,968 บาท โดยถือเสมือนหนึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าขายอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืน ซึ่งได้รับความเสียหายเนื่องจากการที่ต้องออกจากอสังหาริมทรัพย์นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 วรรคท้ายที่บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย อยู่อาศัย หรือประกอบการค้าขายหรือการงานอันชอบด้วยกฎหมายอยู่ในอสังริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืนนั้น และบุคคล ดังกล่าวได้รับความเสียหายเนื่องจากการที่ต้องออกจากอสังหาริมทรัพย์นั้น ให้กำหนดเงินค่าทดแทนให้สำหรับ ความเสียหายนั้นด้วย" เป็นบทบัญญัติที่มุ่งหมายให้จ่ายเงินค่าทดแทนความเสียหายให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครอง โดยชอบด้วยกฎหมายที่อยู่อาศัยหรือประกอบการค้าขาย หรือประกอบการงานอันชอบด้วยกฎหมายอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืนเท่านั้นมิได้ประสงค์จะให้จ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่มิได้อยู่อาศัยหรือประกอบการค้าขายในอสังหาริมทรัพย์นั้นด้วย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากโจทก์ว่า โจทก์มิได้อยู่อาศัยและไม่ได้ประกอบการค้าขายในที่ดินที่ต้องเวนคืน เนื่องจากให้บริษัทคาร์แลนด์ เซอร์วิส จำกัด เช่า ไปประกอบธุรกิจการค้าเป็นสถานที่แสดงรถยนต์และเปิดเป็นร้านขายอาหาร โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนค่าขาดประโยชน์จากการให้ เช่า ที่ดินตามที่โจทก์ฎีกา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาข้อต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนค่าถมดินหรือไม่เพียงใด ปัญหานี้โจทก์ฎีกาว่า ตามสำเนาหนังสือสัญญา เช่า ที่ดินเอกสารหมาย จ.38 สิ่งปลูกสร้างใด ๆ ที่ได้ปลูกสร้างลงในที่ดินที่ เช่า เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทคาร์แลนด์ เซอร์วิส จำกัด ผู้ เช่า แต่เมื่อสัญญา เช่า สิ้นสุดลงบริษัทคาร์แลนด์ เซอร์วิส จำกัด ผู้ เช่า สามารถรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปเพียงตามประสงค์ของโจทก์ผู้ให้ เช่า เท่านั้น ซึ่งกรณีนี้สัญญา เช่า อันเป็น ยกเลิกก่อนที่จะมีการก่อสร้างใด ๆ ลงบนที่ดินที่ เช่า คงมีเพียงการปรับสภาพพื้นดินก่อนปลูกสร้างอาคารเท่านั้น และเมื่อสัญญา เช่า ระงับลง ดินที่บริษัทคาร์แลนด์ เซอร์วิส จำกัด นำมาถมเพื่อปรับสภาพจึงต้องตกได้แก่โจทก์ตามข้อตกลงตามสัญญา เช่า ที่ดินและเมื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 18779 ถึง 18784 และ 55464 ดังนั้นดินที่นำไปถมลงบนที่ดินดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดินมีลักษณะเป็นการถาวรหรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 139 ย่อมตกเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินของโจทก์ โจทก์จึงเป็นเจ้าของที่ดิน ดังกล่าวโดยสัญญาและโดยผลของกฎหมาย เห็นว่า ตามสำเนาหนังสือสัญญา เช่า ที่ดินเอกสารหมาย จ.38 ทำขึ้นและ จดทะเบียนการ เช่า เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2536 โดยโจทก์ให้บริษัทคาร์แลนด์ เซอร์วิส จำกัด เช่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 18779 ถึง 18784 และ 55464 มีกำหนด 10 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2537 ถึง 31 ธันวาคม 2546 โดยข้อ 8 ขอสัญญา เช่า ที่ดินดังกล่าวระบุว่า "บรรดาสิ่งปลูกสร้างหรือทรัพย์สินใด ๆ ที่ผู้ เช่า สร้างลงไปในที่ดินตามสัญญานี้เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ เช่า แต่เมื่อสิ้นสุดสัญญา เช่า ผู้ เช่า จะต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ เช่า ออกไปทั้งหมดหรือบางส่วนตามความประสงค์ของผู้ให้ เช่า และปรับระดับของพื้นดินให้เรียบร้อยภายในกำหนดเวลา 1 เดือน นับแต่วันสิ้นสุดสัญญานี้เว้นแต่ผู้ให้ เช่า มีความประสงค์จะให้ผู้ เช่า เช่า ที่ดินต่อไปหรือผู้ให้ เช่า มีความประสงค์จะให้สิ่งปลูกสร้างนั้นมีสภาพตามที่เป็นอยู่ก่อนสิ้นสุดสัญญา?" เกี่ยวกับค่าถมดินในที่ดินโฉนดเลขที่ 18779 ถึง 18784 และ 55464 นั้นโจทก์ยอมรับว่า บริษัทคาร์แลนด์ เซอร์วิส จำกัด เป็นผู้ถมดินในที่ดินดังกล่าวและเป็นผู้ออกเงินค่าใช้จ่ายในการถมดิน ดังนั้นก่อนที่สัญญา เช่า ที่ดินจะสิ้นสุดลง ดินที่ถมดังกล่าวยังเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทคาร์แลนด์ เซอร์วิส จำกัด อยู่ตามข้อ 8 ของสัญญา เช่า ที่ดิน และฝ่ายจำเลยกำหนดเงินค่าทดแทนค่าถมดินโดยถือว่าเป็นเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างที่รื้อถอนได้ซึ่งมีอยู่ในที่ดินที่ต้องเวนคืนในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 18 (5) บริษัทคาร์แลนด์ เซอร์วิส จำกัด ได้รับมอบสิทธิครองครองที่ดินทั้งเจ็ดแปลงตามสัญญา เช่า ที่ดินจากโจทก์ในวันที่ทำสัญญาซึ่งเป็นวันก่อนวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ และหลังจากวันใช้บังคับ พระราชกฤษฎีกาฯ ก็ยังคงเป็นเจ้าของดินที่ถมในที่ดินโฉนดเลขที่ 18779 ถึง 18784 และ 55464 และมีสิทธิที่จะได้ใช้ประโยชน์จากการถมดินดังกล่าวอยู่ย่อมเป็นผู้ได้รับผลกระทบและต้องเสียหายในส่วนนี้โดยตรงอันเนื่องจาก การดำเนินการเวนคืนของฝ่ายจำเลยจึงเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนส่วนนี้ตามมาตรา 18 (5) โจทก์ไม่ได้รับ ความเสียหายในส่วนนี้โดยตรงจึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าทดแทนค่าถมที่ดินทั้งเจ็ดแปลงดังกล่าว ส่วนที่ดิน โฉนดเลขที่ 18785 มีสภาพเป็นทางที่ใช้เข้าออกที่ดินแปลงอื่นของโจทก์และที่ดินของมารดาโจทก์ ซึ่งฝ่ายจำเลยกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้ในสภาพที่ดินเป็นถนนอยู่แล้วทั้งได้ให้เงินค่าทดแทนค่าถมดินแปลงนี้อีก 176,011 บาท ตามสำเนาใบสำคัญรับเงินเอกสารหมาย ล.18 อันเป็นประโยชน์แก่โจทก์มากอยู่แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเงิน ค่าทดแทนค่าถมดินทั้งแปดแปลงนี้เพิ่มขี้นอีก ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น? พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 18779 ถึง 18780 และ 18782 เพิ่มขึ้นจากที่จำเลยที่ 3 วินิจฉัยและที่ดินโฉนดเลขที่ 18781 เพิ่มจากคำพิพากษาศาลชั้นต้นรวมกันเป็นเงิน 21,277,500 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ไม่เกิน ร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 30,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6572/2545 นายสฤษฏิ์ อภัยภูมินารถ โจทก์ อธิบดีกรมทางหลวง กับพวก จำเลย พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 18 (5) , ม. 21 วรรคท้าย