ฎีกาที่ 7082/2545
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์เป็นผู้ประกอบการผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มย่อมเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากจำเลยซึ่งเป็นผู้รับบริการได้ เมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น การที่โจทก์ต้องเรียกภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มจากจำเลยเนื่องจากได้มีพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 309) พ.ศ. 2540 ให้ยกเลิกมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 236) พ.ศ. 2534 ให้จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มขึ้นรวมแล้วเป็นอัตราร้อยละ 10 เป็นผลให้ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มขึ้นจากเดิมรวมแล้วร้อยละ 3 กรรมการของโจทก์ในฐานะนายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยได้มีหนังสือหารือกรมสรรพากรว่ากรณีเช่นโจทก์จะได้รับสิทธิไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มขึ้นหรือไม่ ซึ่งกรมสรรพากรได้มีหนังสือตอบข้อหารือของกรรมการของโจทก์มาแล้วว่า กรณีของโจทก์ไม่ได้รับประโยชน์ที่จะเสียภาษีในอัตราเดิม ดังนี้ เมื่อต่อมาสำนักงานสรรพากรพื้นที่ 5 มีหนังสือแจ้งโจทก์ให้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มขึ้นอีกดังกล่าว แม้จะระบุในหนังสือแจ้งด้วยว่าหากโจทก์จะโต้แย้งให้ยื่นคำคัดค้านภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ และข้อเท็จจริงรับกันว่าโจทก์ไม่ได้ยื่นคำคัดค้านซึ่งถึงแม้โจทก์จะยื่นคำคัดค้าน ผลก็ไม่เปลี่ยนแปลงเพราะอธิบดีกรมสรรพากรได้วินิจฉัยตอบข้อหารือแล้ว ดังนั้น การที่โจทก์เรียกให้จำเลยชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเติมอีกร้อยละ 3 สำหรับเงินค่าจ้างที่โจทก์ได้รับจากจำเลยตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2541 แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงได้นำเงินไปชำระแก่กรมสรรพากรเป็นค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่เพิ่มขึ้น จึงมีเหตุผลอันสมควรและเป็นการกระทำตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด ไม่เป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจตาม ป.พ.พ. มาตรา 407 การที่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากจำเลย ก็เป็นการใช้สิทธิตาม ป.รัษฎากร มาตรา 82/4 วรรคหนึ่ง ไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด จำเลยจึงต้องรับผิดในเงินเพิ่มดังกล่าว
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระภาษีมูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่มพร้อมดอกเบี้ยเป็นเงิน 5,125,240.19 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 5,030,149.69 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า การทำ สัญญา จ้างเหมาก่อสร้างช่วงระหว่างโจทก์กับจำเลยได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว แม้ในระหว่างก่อสร้างงานตาม สัญญา จ้างเหมาก่อสร้างช่วงดังกล่าวจะได้มีประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 309) พ.ศ. 2540 ปรับปรุงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นอัตราร้อยละ 10 (ที่ถูกร้อยละ 9) แต่โจทก์ก็สามารถที่จะขอรับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ต่อไปตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเรื่องกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขายสินค้าหรือการให้บริการที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ต่อปี ลงวันที่ 13 สิงหาคม 2540 และการที่โจทก์ได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ได้ถึงวันที่ 9 มีนาคม 2541 จากสำนักงานสรรพากรพื้นที่ 5 โจทก์มิได้คัดค้านไปยังอธิบดีกรมสรรพากรเพื่อมีคำวินิจฉัย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกร้องให้จำเลยชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมอีกร้อยละ 3 หากโจทก์มีสิทธิเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมดังกล่าวก็ไม่ถูกต้องเพราะโจทก์มิได้ใช้สิทธิคัดค้านผลการตรวจวิเคราะห์ของสำนักงานสรรพากรพื้นที่ 5 และหากจำเลยสำคัญผิดในข้อกฎหมาย จำเลยก็ไม่ต้องรับผิดในเบี้ยปรับและเงินเพิ่มเนื่องจากการเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่มเป็นหน้าที่ของโจทก์ ตามมาตรา 89 ประกอบมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิเรียกค่าภาษีมูลค่าเพิ่มจากจำเลยอีกร้อยละ 3 พร้อมเงินเพิ่มตามคำฟ้องของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบการผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82 (1) แต่ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/4 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนเช่นโจทก์เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการเมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นโดยคำนวณจากฐานภาษีตามส่วน 3 และอัตราภาษีตามส่วน 4 ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากจำเลยได้ตามบทบัญญัติข้างต้น แม้ สัญญา จ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยกำหนดราคาค่าจ้างโดยรวมภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยแล้ว แต่ก็เป็นการคิดตามอัตราภาษีในขณะทำ สัญญา ไม่ได้คิดรวมจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มตามอัตราใหม่ซึ่งต่อมาระหว่างอายุ สัญญา ได้มีพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 309) พ.ศ. 2540 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2540 กำหนดให้ยกเลิกมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 236) พ.ศ. 2534 และให้จัดเก็บในอัตราใหม่รวมร้อยละ 10 เป็นผลให้ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมอีกร้อยละ 3 แต่ตามมาตรา 4 ของพระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่นี้บัญญัติว่า บทบัญญัติมาตรา 3 ที่ถูกยกเลิกข้างต้นให้ยังคงใช้บังคับต่อไปสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการที่กระทำไปก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนดตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขายสินค้า หรือการให้บริการที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ต่อไป ซึ่งประกาศ ณ วันที่ 13 สิงหาคม 2540 และตามข้อ 1 (3) ของประกาศข้างต้นกำหนดไว้ว่าต้องเป็นการให้บริการตาม สัญญา ที่มีข้อกำหนดให้ชำระค่าตอบแทนตามส่วนของบริการที่ทำ โดยได้มีการทำ สัญญา และได้มีการชำระค่าบริการตามส่วนของบริการที่ทำ หรือได้มีการชำระค่าบริการบางส่วนแล้วก่อนวันที่ 16 สิงหาคม 2540 ทั้งในข้อ 3 ของประกาศฉบับเดียวกันยังกำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้รับสิทธิตามข้อ 1 เฉพาะสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการตาม สัญญา ดังกล่าว จนกว่าการขายสินค้าหรือการให้บริการตาม สัญญา นั้นจะแล้วเสร็จ แต่ต้องไม่เกินกว่าวันที่ 15 สิงหาคม 2542 และได้กำหนดแบบคำขอ สถานที่ และระยะเวลาให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ประสงค์จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ต่อไป ให้ยื่นคำขอรับสิทธิ โดยกำหนดว่าในกรณีที่มีปัญหาในการปฏิบัติ และการวินิจฉัยตามประกาศฉบับดังกล่าว ให้อธิบดีมีอำนาจวินิจฉัยและคำวินิจฉัยของอธิบดีให้ถือเป็นที่สุด ซึ่งโจทก์ก็ได้ยื่นแบบคำขอรับสิทธิ (แบบ ภ.พ. 03.6) ดังกล่าวตามประกาศแล้ว ต่อมาสำนักงานสรรพากรพื้นที่ 5 ได้มีหนังสือแจ้งผลการตรวจวิเคราะห์แบบ ภ.พ. 03.6 ที่โจทก์ยื่นไว้ข้างต้นว่าโจทก์ได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ถึงวันที่ 9 มีนาคม 2541 โดยระบุในหนังสือดังกล่าวด้วยว่า กรณีมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิดังกล่าวข้างต้น ให้ยื่นคำคัดค้านภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือดังกล่าวหากไม่ยื่นคำคัดค้านภายในกำหนดเวลาดังกล่าวให้ถือว่าไม่ได้รับสิทธิหรือได้รับสิทธิเพียงเท่าจำนวน สัญญา ที่แจ้งไว้ข้างต้น และข้อเท็จจริงรับกันว่าโจทก์ไม่ได้ยื่นคำคัดค้านผลการตรวจวิเคราะห์แบบดังกล่าวภายในกำหนด โดยอุทธรณ์โจทก์อ้างว่าเพราะกรมสรรพากรมีหนังสือตอบข้อหารือของสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยซึ่งกรรมการของโจทก์ในฐานะนายกสมาคมได้ลงนามในหนังสือหารือกรมสรรพากรไปเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว และได้รับหนังสือตอบจากกรมสรรพากรลงวันที่ 22 ตุลาคม 2541 แจ้งว่าในกรณีที่ได้รับแจ้งผลการวิเคราะห์แบบ ภ.พ. 03.6 ว่าไม่ได้รับสิทธิตามคำขอ ผู้ประกอบการจะต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 10 โดยจะต้องยื่นแบบ ภ.พ. 30 เพิ่มเติมเป็นรายเดือนเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมอีกร้อยละ 3 ของฐานภาษีพร้อมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม และกรณีที่ได้ยื่นคำขอรับสิทธิตามแบบ ภ.พ. 03.6 ไว้แล้วต่อมามีการขยายระยะเวลาตาม สัญญา เดิมออกไป ค่าตอบแทนการให้บริการในระยะเวลาที่ขยายดังกล่าวนั้นไม่เข้าหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข ที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ต่อปี ตรงกับผลการวิเคราะห์แบบ ภ.พ. 03.6 ของสำนักงานสรรพากรพื้นที่ 5 จึงถือเป็นที่สุด และเป็นแนวปฏิบัติได้ ถึงแม้โจทก์จะยื่นคัดค้านผลการวิเคราะห์แบบตามกำหนดเพื่อให้อธิบดีกรมสรรพากรวินิจฉัยอีก ผลก็คงไม่เปลี่ยนแปลงเพราะอธิบดีกรมสรรพากรได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวตามหนังสือตอบข้อหารือข้างต้นแล้ว ดังนั้น การที่โจทก์เรียกให้จำเลยชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมอีกร้อยละ 3 สำหรับเงินค่าจ้างรวมทั้งเงินชดเชยในการปรับราคาตาม สัญญา จ้างที่โจทก์ได้รับจากจำเลยตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2541 ไป และเมื่อจำเลยไม่ชำระ โจทก์ได้นำเงินไปชำระแก่กรมสรรพากรเองเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2543 รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่มเป็นเงิน 5,030,149.69 บาท จึงมีเหตุผลอันสมควรและเป็นการกระทำตามหน้าที่ซึ่งกฎหมายกำหนดไว้ ไม่เป็นการชำระหนี้โดยอำเภอใจ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 ทั้งการที่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินจำนวนดังกล่าวจากจำเลยก็เป็นการใช้สิทธิเรียกเก็บเงินภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/4 วรรคหนึ่ง ไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด และข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การรับฟังได้ว่าจำเลยไม่ได้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มอีกร้อยละ 3 ตามที่โจทก์เรียกเก็บจนในที่สุดโจทก์ต้องนำเงินไปชำระเอง ดังนั้น จำเลยจึงต้องรับผิดในเงินเพิ่มดังกล่าว ซึ่งตามมาตรา 89/2 แห่งประมวลรัษฎากรกำหนดว่าเงินเพิ่มให้ถือเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเก็บเงินจำนวนนี้จากจำเลยด้วย พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 5,030,149.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 12,000 บาท. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7082/2545 บริษัทฝ้ายคำ จำกัด โจทก์ บริษัทบางกอกมอเตอร์อีควิปเมนท์ จำกัด จำเลย ป.พ.พ. ม. 5 , ม. 407 ป.รัษฎากร ม. 82/4 , ม. 89/2 พ.ร.ฏ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 309) พ.ศ.2540 ,