ฎีกาที่ 7125-7126/2545
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระหนี้ค่า ภาษี อากรตามการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายหลังจากที่โจทก์ได้แจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ทราบแล้ว เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ชำระหนี้ค่า ภาษี อากรให้แก่โจทก์ หนี้ค่า ภาษี อากรตามการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงเป็นหนี้ค่า ภาษี อากรค้าง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามให้ชำระ ภาษี จำนวนดังกล่าวตามฟ้องได้ โดยไม่ต้องรอให้พ้นกำหนด 30 วัน และแม้ต่อมาจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ได้ยื่นฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้วก็ตาม ย่อมไม่ทำให้อำนาจฟ้องของโจทก์หมดไป
ย่อยาว
สำนวนแรกโจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาบังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่า ภาษี อากรจำนวน 1,260,705 บาท และร่วมกันชำระเงินเพิ่ม ภาษี เงินได้นิติบุคคลและ ภาษี มูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงิน ภาษี แต่ละจำนวนนับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จโดยไม่เกินต้นเงิน ภาษี แต่ละจำนวนแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง สำนวนหลังโจทก์ฟ้องว่า ขอให้เพิกถอนการประเมิน ภาษี เงินได้นิติบุคคลตามหนังสือแจ้ง ภาษี เงินได้นิติบุคคลที่ 1006050/2/100088 และที่ 1006050/2/100089 ให้เพิกถอนการประเมิน ภาษี มูลค่าเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมิน ภาษี มูลค่าเพิ่ม เลขที่ 1006050/5/102198 ถึงเลขที่ 1006050/5/102210 ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามคำวินิจฉัยเลขที่ (พล) 0006/2/2542 และเลขที่ 0030/5/2542 ถึงเลขที่ (พล) 0042/5/2542 หากเพิกถอนไม่ได้ก็ให้งดเบี้ยปรับ จำเลยให้การว่า การประเมิน ภาษี ของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว กรณีไม่มีเหตุให้งดเบี้ยปรับ ขอให้ยกฟ้อง คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาล ภาษี อากรกลางรวมพิจารณาเข้าด้วยกัน โดยเรียกโจทก์สำนวนแรกและจำเลยสำนวนหลังว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 สำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 2 สำนวนแรกและโจทก์สำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2 และเรียกจำเลยที่ 3 สำนวนแรกว่า จำเลยที่ 3 ศาล ภาษี อากรกลางมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสามแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่า ภาษี อากรจำนวน 1,260,705 พร้อมเงินเพิ่ม ภาษี เงินได้นิติบุคคลและ ภาษี มูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงิน ภาษี แต่ละจำนวนนับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จ ทั้งนี้โดยไม่เกินต้นเงิน ภาษี แต่ละจำนวน แก่โจทก์ ให้ยกฟ้องสำนวนหลัง จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาล ภาษี อากรกลาง ให้ศาล ภาษี อากรกลางทำการพิจารณาสืบพยานและทำคำพิพากษาตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่จำเลยทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้ศาล ภาษี อากรกลางรวมส่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ ศาล ภาษี อากรกลางพิจารณาใหม่แล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,260,705 บาท พร้อมเงินเพิ่ม ภาษี เงินได้นิติบุคคลและ ภาษี มูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงิน ภาษี แต่ละจำนวนนับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จ ทั้งนี้โดยไม่เกินต้นเงิน ภาษี แต่ละจำนวนแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องสำนวนหลัง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนและทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระบัญชีและจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2540 ต่อมาเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2541 เจ้าพนักงานประเมินได้ออกหมายเรียกจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ให้ไปพบเจ้าพนักงานประเมินและนำบัญชีกับเอกสารหลักฐานประกอบการลงบัญชีสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2539 และ 2540 ไปมอบให้เจ้าพนักงานประเมินเพื่อตรวจสอบ จำเลยที่ 2 มิได้ไปพบเจ้าพนักงานประเมินและมิได้นำบัญชีกับเอกสารหลักฐานประกอบการลงบัญชีไปมอบให้เจ้าพนักงานประเมินตามหมายเรียก เจ้าพนักงานประเมินจึงประเมิน ภาษี เงินได้นิติบุคคลและ ภาษี มูลค่าเพิ่มทั้งสองรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวแล้วมีหนังสือแจ้ง ภาษี เงินได้นิติบุคคลที่ 1006050/2/100088 และ ที่ 1006050/2/100089 ให้ จำเลยที่ 1 ชำระ ภาษี เงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2539 และ 2540 พร้อมเงินเพิ่มรวมจำนวน 194,583.81 บาท และจำนวน 121,824.22 บาท ตามลำดับ กับมีหนังสือแจ้งการประเมิน ภาษี มูลค่าเพิ่มเลขที่ 1006050/5/102198 ถึง 102210 รวม 13 ฉบับ ให้จำเลยที่ 1 ชำระ ภาษี มูลค่าเพิ่มกับเบี้ยปรับและเงินเพิ่มคำนวณถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2542 สำหรับเดือน ภาษี กรกฎาคม 2539 ถึงเดือนกรกฎาคม 2540 รวมจำนวน 1,403,179 บาท จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์สำหรับ ภาษี เงินได้นิติบุคคล กรณี ภาษี มูลค่าเพิ่มให้ลดเบี้ยปรับคงเหลือเรียกเก็บร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์นำคดีมาฟ้องคือ สำนวนแรกเพื่อขอให้ศาลบังคับให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ค่า ภาษี อากรตามการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ภายหลังจากที่โจทก์ได้แจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจาณาอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ทราบแล้ว เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ชำระหนี้ค่า ภาษี อากรให้แก่โจทก์ หนี้ค่า ภาษี อากรตามการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงเป็นหนี้ค่า ภาษี อากรค้าง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามให้ชำระ ภาษี จำนวนดังกล่าวตามฟ้องได้โดยไม่ต้องรอให้พ้นกำหนด 30 วัน และแม้ต่อมาจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ได้ยื่นฟ้องคือ สำนวนคดีหลังเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้วก็ตาม ย่อมไม่ทำให้อำนาจฟ้องของโจทก์หมดไป อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามใน ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7125 - 7126/2545 กรมสรรพากร โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดพิษณุอารยะ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. ม. 55 ป.รัษฎากร ม. 30 (2)