ฎีกาที่ 6647/2545
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
เมื่อรายจ่ายที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัทผู้รับจ้างที่ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ ไม่ใช่รายจ่ายตามสัญญาการให้บริการด้านจัดหาพัสดุเคมีภัณฑ์และตามสัญญาการให้บริการด้านการบริหารที่โจทก์ทำกับบริษัทผู้รับจ้าง รายจ่าย ดังกล่าวจึงเป็นรายจ่ายที่โจทก์กำหนดจ่ายขึ้นเองโดยไม่ใช่รายจ่ายของโจทก์ที่แท้จริง ถือได้ว่าเป็นรายจ่ายซึ่งมิใช่ รายจ่ายเพื่อกิจการของโจทก์ในประเทศไทยโดยเฉพาะตามประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ตรี (14)? โจทก์จึงไม่อาจนำรายจ่ายดังกล่าวมาคิดคำนวณกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทได้ การจัดเก็บ ภาษี จากการจำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทยนั้น ประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ทวิ ให้จัดเก็บจากจำนวนเงินกำไรที่จำหน่ายออกไปจากประเทศไทยเพื่อประโยชน์ของสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศ มิใช่จัดเก็บจากจำนวนกำไรสุทธิ หากเป็นรายจ่ายที่แท้จริงของกิจการที่กิจการจ่ายออกไปจากประเทศไทย แม้จะเป็นรายจ่ายที่ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (1) ไม่ให้ถือเป็น รายจ่าย จำเลยก็ไม่มีอำนาจจัดเก็บ ภาษี จากจำนวนเงินดังกล่าวเพราะมิใช่จำนวนเงินกำไรที่แท้จริงของกิจการที่ได้มี การจำหน่ายออกไปจากประเทศไทย เมื่อสาขาของโจทก์ในประเทศไทยส่งเงินที่อ้างว่าเป็นส่วนเฉลี่ยรายจ่าย ซึ่งเป็น รายจ่ายที่โจทก์กำหนดขึ้นเองโดยไม่ใช่รายจ่ายของโจทก์ที่แท้จริงให้แก่บริษัทผู้รับจ้างซึ่งเป็นบริษัทตั้งอยู่ใน ต่างประเทศ โดยโจทก์ให้บริษัทผู้รับจ้างเรียกเก็บหนี้จากผู้ว่าจ้างโจทก์ให้โจทก์ แล้วผู้ว่าจ้างโจทก์จะจ่ายเงินค่าตอบแทนดังกล่าวไปยังบริษัทผู้รับจ้าง ดังนี้ พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าสาขาของโจทก์ในประเทศไทยจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย เพื่อประโยชน์ของสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศ โจทก์จึงต้องเสีย ภาษี เงินได้ตาม ประมวลรัษฎากรมาตรา 70 ทวิ อีกส่วนหนึ่งด้วย เมื่อไม่ปรากฏว่าสาขาของโจทก์ในประเทศไทยมีพฤติการณ์จำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไร หรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรที่แท้จริงออกไปจากประเทศไทย เพื่อผลประโยชน์ของสำนักงานใหญ่ใน ต่างประเทศ แม้เป็นกรณีมิใช่หนี้สูญที่แท้จริงหรือมิใช่หนี้สูญที่ได้ตัดจ่ายจากบัญชีของโจทก์จริง หรือโจทก์จำหน่ายหนี้สูญโดยไม่ปฏิบัติตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (9) ประกอบด้วยกฎกระทรวง ฉบับที่ 181(พ.ศ. 2532) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่สามารถนำหนี้สูญจำนวนดังกล่าวมาคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิตามประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ทวิ แม้จะเป็นผลให้โจทก์มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นตามรายจ่ายต้องห้ามดังกล่าวก็ตาม แต่จะนำมาถือว่าโจทก์จำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไร หรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทยหาได้ไม่ ภาระ ภาษี การค้าและภาระ ภาษี อากรแสตมป์ที่เกิดขึ้นจากการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินไม่สามารถกำหนดจ่ายได้จริงและแน่นอนจนกว่าหนี้ค่า ภาษี อากรตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินเป็นที่ยุติโดยโจทก์มิได้อุทธรณ์การประเมิน หรืออุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว จำเลยประเมิน ภาษี การค้าและอากรแสตมป์โจทก์เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2538 และโจทก์ชำระ ภาษี ดังกล่าวในวันที่ 15 มีนาคม 2538 โดยมิได้อุทธรณ์การประเมิน รายจ่ายค่า ภาษี การค้าและอากรแสตมป์ที่พิพาทจึงยังไม่สามารถกำหนดจ่ายได้จริงและแน่นอนในรอบระยะเวลาบัญชีที่ตรวจสอบ รายจ่ายดังกล่าวจึงไม่ใช่รายจ่ายซึ่งควรจะได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปีที่ถูกตรวจสอบ ภาษี อากร
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้ง ภาษี เงินได้นิติบุคคล เลขที่ ต.7/1080/2/100360 ถึง 100364 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2538 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.1(อธ.1)/273 ถึง 277/2542 ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2542 ให้ลดหรืองดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มให้โจทก์ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาล ภาษี อากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้ง ภาษี เงินได้นิติบุคคลที่ ต.7/1080/2/100361 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2538 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1(อธ.1)/274/2542 ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2542 โดยให้นำรายจ่าย ภาษี การค้าจำนวน 2,304,313.92 บาท และค่าอากรแสตมป์จำนวน 181,873.41 บาท เป็นรายจ่ายของโจทก์ในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิเพื่อเสีย ภาษี เงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 ตุลาคม 2532 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2533 แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้ง ภาษี เงินได้นิติบุคคลที่ ต.7/1080/2/100364 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2538 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ที่ สภ.1(อธ.1)/277/2542 ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2542 โดยให้นำ รายจ่าย ภาษี การค้าจำนวน 3,060,657.20 บาท และค่าอากรแสตมป์จำนวน 129,646.22 บาท เป็นรายจ่ายของโจทก์ในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิเพื่อเสีย ภาษี เงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 ตุลาคม 2533 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2534 ให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้ง ภาษี เงินได้นิติบุคคลที่ ต.7/1080/2/100360, ต.7/1080/2/100363 และ ต.7/1080/2/100362 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2538 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ที่ สภ.1(อธ.1)/273/2542 ที่ สภ.1(อธ.1)/276/2542 และ ที่ สภ.1(อธ.1)/275/2542 ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2542 ตามลำดับ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 30,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ตามข้อหาที่โจทก์ชนะคดี จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่าเมื่อพยานหลักฐานโจทก์ที่ต้องนำสืบตามภาระการพิสูจน์ก็ไม่ปรากฏว่าบริษัทผู้รับจ้างได้ทำการงานให้บริการอะไรอย่างไร เมื่อใด แก่โจทก์ ไม่มีรายละเอียดพอให้เห็นว่าบริษัทผู้รับจ้างมีการดำเนินการตามสัญญาการให้บริการให้แก่โจทก์อย่างไร ข้อเท็จจริงจึงไม่อาจรับฟังได้ว่า รายจ่ายที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัทผู้รับจ้างที่ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ เป็นรายจ่ายตามสัญญาบริการ จึงเป็นรายจ่ายที่โจทก์กำหนดขึ้นเอง โดยไม่ใช่รายจ่ายที่แท้จริง ถือได้ว่าเป็นรายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อกิจการของโจทก์ในประเทศไทยโดยเฉพาะ ส่วนรายจ่ายตามสัญญาการให้บริการด้านการบริหารนั้น ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏรายละเอียดว่าบริษัทผู้รับจ้างดังกล่าวให้บริการแก่โจทก์ด้านการบริหารการตลาด บริหารบุคลากร บริหารการเงินและเงินทุนตามสัญญาการให้บริการด้านการบริหารอย่างไร เมื่อไร ข้อเท็จจริงกลับได้ความว่าบริษัทผู้รับจ้างได้ส่งเงินมาให้โจทก์ตามที่โจทก์แจ้งไปว่าโจทก์ต้องการเงินมาใช้จ่ายอะไรบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการใช้จ่ายในการดำเนินการและเงินเดือนพนักงาน กรณีเป็นการผิดวิสัยและขัดแย้งกับการให้บริการตามสัญญาการให้บริการด้านการบริหารที่ได้มีการตกลงทำสัญญากันไว้ในข้อ 1 ที่ว่าให้คำแนะนำในเรื่อง ควบคุมและการเก็บรักษาบัญชีเงินเดือนและบันทึกประวัติพนักงานเท่านั้น ข้อเท็จจริงจึงไม่อาจรับฟังได้ว่ารายจ่ายที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัทผู้รับจ้างที่ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์เป็นรายจ่ายตามสัญญาการให้บริการด้านการบริหาร จึงเป็นรายจ่ายที่โจทก์กำหนดจ่ายขึ้นเองโดยไม่ใช่รายจ่ายของโจทก์ที่แท้จริง ถือได้ว่าเป็นรายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อ กิจการของโจทก์ในประเทศไทยโดยเฉพาะเช่นเดียวกับสัญญาการให้บริการดังวินิจฉัยข้างต้น ดังนั้นโจทก์จึงไม่อาจ นำรายจ่ายตามที่โจทก์อ้างว่าโจทก์ได้จ่ายตามสัญญาการให้บริการ และสัญญาการให้บริการด้านการบริหารดังกล่าวมาคิดคำนวณกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 ตุลาคม 2532 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2533 และวันที่ 1 ตุลาคม 2533 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2534 ที่มีการตรวจสอบ ภาษี ได้ คำวินิจฉัยของศาล ภาษี อากรกลางไม่ต้องด้วยความเห็นของ ศาลฎีกา ที่ศาล ภาษี อากรกลางวินิจฉัยให้เพิกถอนการประเมิน และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในปัญหานี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปว่า สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 ตุลาคม 2532 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2533 และรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 ตุลาคม 2533 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2534 โจทก์จำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย จำนวน 17,281,451.23 บาท และจำนวน 11,998,772.85 บาท ตามลำดับหรือไม่ และการที่โจทก์จำหน่ายหนี้สูญจำนวน 1,445,885.03 บาท สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 ตุลาคม 2533 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2534 เป็นการจำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทยนั้น ประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ทวิ ให้จัดเก็บจากจำนวนเงินกำไรที่จำเลยออกไปจากประเทศไทยเพื่อประโยชน์ของสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศ มิใช่จัดเก็บจากจำนวนกำไรสุทธิ กล่าวคือ หากเป็นรายจ่ายที่แท้จริงของกิจการที่กิจการจ่ายออกไปจากประเทศไทย แม้จะเป็นรายจ่ายที่ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ(1) ไม่ให้ถือเป็นรายจ่าย จำเลยก็ไม่มีอำนาจจัดเก็บ ภาษี จากจำนวนเงินดังกล่าวเพราะมิใช่จำนวนเงินกำไรที่แท้จริงของกิจการที่ได้มีการจำหน่ายออกไปจากประเทศไทย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่ารายจ่ายตามสัญญาการให้บริการและรายจ่ายตามสัญญาการให้บริการด้านการบริหารเป็นรายจ่ายที่โจทก์กำหนดขึ้นเองโดยไม่ใช่รายจ่ายของโจทก์ที่แท้จริง เมื่อสาขาของโจทก์ในประเทศไทยส่งเงินที่อ้างว่าเป็นส่วนเฉลี่ยรายจ่าย ซึ่งเป็นรายจ่ายที่โจทก์กำหนดขึ้นเองโดยไม่ใช่รายจ่ายของโจทก์ที่แท้จริงให้แก่บริษัทผู้รับจ้างซึ่งเป็นบริษัทต่างประเทศตั้งอยู่ที่ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์โดยโจทก์ให้บริษัทผู้รับจ้างดังกล่าวเรียกเก็บหนี้จากผู้ว่าจ้างโจทก์ให้โจทก์ โดยเรียกเก็บทั้งในประเทศและต่างประเทศ แล้วผู้ว่าจ้างโจทก์จะจ่ายค่าตอบแทนดังกล่าวไปยังบริษัทผู้รับจ้าง ดังนี้ พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าสาขาของโจทก์ในประเทศไทยจำหน่ายเงินกำไรจำนวน 17,281,451.23 บาท และจำนวน 11,998,772.85 บาท ออกไปจากประเทศไทย เพื่อประโยชน์ของสำนักงานใหญ่ต่างประเทศ โจทก์จึงต้องเสีย ภาษี เงินได้ตาม ประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ทวิ อีกส่วนหนึ่งด้วย ที่ศาล ภาษี อากรกลางพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของ ศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้ฟังขึ้น สำหรับกรณีที่โจทก์จำหน่ายหนี้สูญจำนวน 1,445,885.03 บาท เห็นว่า โจทก์มีพยานบุคคลเบิกความลอย ๆ โดยไม่มีหลักฐานทางบัญชีมาแสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้บันทึกจำนวนหนี้ดังกล่าวเป็นรายได้แล้ว แต่โจทก์ไม่สามารถได้รับชำระหนี้จากบริษัทดังกล่าว โจทก์จึงตัดหนี้ดังกล่าวจากบัญชีของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่าหนี้จำนวน 1,445,885.03 บาท มิใช่หนี้สูญที่แท้จริงหรือมิใช่หนี้สูญที่ได้ตัดจ่ายจากบัญชีของโจทก์จริง สำหรับกรณีที่โจทก์จำหน่ายหนี้สูญโดยไม่ปฏิบัติตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (9) ประกอบด้วยกฎกระทรวง ฉบับที่ 181 (พ.ศ. 2532) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่สามารถนำหนี้สูญจำนวนดังกล่าวมาคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ แม้จะเป็นผลให้โจทก์มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นตามรายจ่ายต้องห้ามดังกล่าวก็ตาม แต่จะนำมาถือว่าโจทก์จำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไร หรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทยตามอุทธรณ์ของจำเลยหาได้ไม่เพราะข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของจำเลยไม่ปรากฏว่าสาขาของโจทก์ในประเทศไทยมีพฤติการณ์จำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไร หรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรที่แท้จริงออกไปจากประเทศไทยเพื่อผลประโยชน์ของสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศ ที่ศาล ภาษี อากรกลางพิพากษานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายว่า เฉพาะ ภาษี การค้าและอากรแสตมป์ไม่รวม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มที่โจทก์ต้องชำระตามที่ถูกประเมินเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2538 เป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิของโจทก์ในรอบระยะเวลาใดจำเลยอุทธรณ์ว่า รายจ่ายเฉพาะค่า ภาษี การค้าและอากรแสตมป์ดังกล่าวเป็นรายจ่าย ที่โจทก์จ่ายในปี 2538 มิใช่เป็นรายจ่ายของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีที่มีการตรวจสอบ รายจ่ายดังกล่าวจึงต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (9) ไม่สามารถนำมาคิดคำนวณกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีที่มีการตรวจสอบได้ เห็นว่า การเสีย ภาษี เงินได้นิติบุคคลคำนวณจากฐานกำไรสุทธิซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจาก กิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี การคำนวณรายได้และรายจ่ายให้ใช้เกณฑ์สิทธิ? และให้นำรายจ่ายทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับรายได้นั้น แม้จะยังมิได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น กรณี ภาษี การค้าและอากรแสตมป์ภาระ ภาษี เกิดขึ้นเมื่อเกิดความรับผิดในการเสีย ภาษี แต่ภาระ ภาษี การค้าและภาระ ภาษี อากรแสตมป์ที่พิพาทในคดีนี้เกิดขึ้นจากการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน ภาระ ภาษี การค้าและภาระ ภาษี อากรแสตมป์ในกรณีนี้จึงยังไม่สามารถกำหนดจ่ายได้จริงและแน่นอนจนกว่าหนี้ค่า ภาษี อากรตามประเมินของเจ้าพนักงานประเมินเป็นที่ยุติโดยโจทก์มิได้อุทธรณ์การประเมิน หรืออุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ หรือศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า จำเลยประเมิน ภาษี การค้าและอากรแสตมป์โจทก์เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2538 และโจทก์ชำระ ภาษี ดังกล่าวในวันที่ 15 มีนาคม 2538 ตามเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 177 ถึง 182 โดยมิได้อุทธรณ์การประเมินดังกล่าว ดังนั้น รายจ่ายค่า ภาษี การค้าและอากรแสตมป์ที่พิพาทในคดีนี้จึงยังไม่สามารถกำหนดจ่ายได้จริงและแน่นอนในรอบระยะเวลา บัญชีที่ตรวจสอบ รายจ่ายดังกล่าวจึงมิใช่รายจ่ายซึ่งควรจะได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปีที่ถูกตรวจสอบ ภาษี อากร ที่ศาล ภาษี อากรกลางพิจารณาพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่จำเลยชนะคดี กำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นศาล ภาษี อากรกลางให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาล ภาษี อากรกลาง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6647/2545 บริษัท บี เจ เซอร์วิสอินเตอร์เนชั่นแนลอิงค์ สาขาประเทศไทย โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย ป.รัษฎากร ม. 65 ทวิ (1) , ม. 65 ตรี (14 , ม. 70 ทวิ กฎกระทรวง ฉบับที่ 181 (พ.ศ.2532) ออกตามความในประมวลรัษฎากร