ฎีกาที่ 6200/2545
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
ขณะโจทก์ทำสัญญารับจ้างเหมาก่อสร้าง โจทก์มีหน้าที่ต้องเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.ฎ. (ฉบับที่ 236) พ.ศ. 2534 พ.ศ. 2534 ต่อมามี พ.ร.ฎ. (ฉบับที่ 309) พ.ศ. 2540 กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 9 เมื่อรวมกับ ภาษี ท้องถิ่นแล้วเสีย ภาษี ในอัตราร้อยละ 10 แต่มาตรา 4 ของ พ.ร.ฎ. ฉบับที่ออกภายหลังดังกล่าวกำหนดให้ มาตรา 3 แห่ง พ.ร.ฎ. (ฉบับที่ 236) พ.ศ. 2534 ยังคงใช้บังคับต่อไปสำหรับการขายสินค้าหรือบริการที่กระทำไปก่อนวันที่ พ.ร.ฎ. ฉบับหลังใช้บังคับ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด เมื่อสัญญาจ้างเหมาระหว่างโจทก์กับผู้ว่าจ้างทำขึ้นก่อน พ.ร.ฎ (ฉบับที่ 309) ใช้บังคับ มีการชำระค่าบริการตามส่วนของบริการที่ทำและได้มีการชำระค่าบริการบางส่วนแล้วก่อนวันที่ 16 สิงหาคม 2540 ทั้งโจทก์ได้ยื่นคำขอสิทธิเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ต่อไป ภายในกำหนดเวลาที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ภาษี มูลค่าเพิ่มที่ประกอบกิจการภายใต้เงื่อนไขตามข้อ 1 (3) และข้อ 2 แห่งประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และ เงื่อนไขการขายสินค้าหรือการให้บริการที่จะได้รับสิทธิ ภาษี มูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.ฎ. (ฉบับที่ 309) แม้โจทก์จะไม่ได้ยื่นคำคัดค้านผลการวิเคราะห์แบบคำขอรับสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ตามกฎหมายต้องเปลี่ยนแปลงไปไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า คำสั่งของอธิบดีกรมสรรพากรให้ถือเป็นที่สุด ตามข้อ 4 แห่งประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับดังกล่าว แต่จำเลยมิได้ยกประเด็นขึ้นต่อสู้ในคำให้การจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาล ภาษี อากรกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาล ภาษี อากรฯ มาตรา 29 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และพิพากษาว่าการชำระ ภาษี มูลค่าเพิ่มของเดือนกันยายนและตุลาคมของโจทก์ในอัตราร้อยละ 7 ถูกต้องแล้ว โจทก์ไม่ต้องเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม จำเลยให้การว่า โจทก์ได้ยื่นแบบคำขอรับสิทธิเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร สำหรับสัญญาขายสินค้าและให้บริการ โจทก์รับทราบผลการตรวจสอบว่าต้องชำระค่า ภาษี ที่ขาดเพิ่มเติมเป็นเงิน 146,072.88 บาท พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มคำนวณถึงวันที่ 15 มกราคม 2543 รวมเป็นเงิน 277,699.56 บาท โดยไม่โต้แย้ง และลงลายมือชื่อในบันทึกข้อตกลงยินยอมชำระค่า ภาษี อากรพร้อมกับขอลดเบี้ยปรับ เจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งการประเมินให้โจทก์ทราบแล้ว โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ มีคำวินิจฉัยว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินถูกต้องแล้ว แต่ให้เรียกเก็บเบี้ยปรับเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับ ตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง ศาล ภาษี อากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้ให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งประเมิน ภาษี มูลค่าเพิ่มเลขที่ ตป. 1.4/1005300/5/104409 เลขที่ ตป. 1.4/1005300/5/104410 ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2542 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ. (อธ. 3)/78/2543 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรวินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์ว่า สัญญาจ้างเหมาก่อสร้างระหว่างโจทก์กับ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ทั้งสองฉบับทำเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2540 อันเป็นวันก่อนวันที่ 16 สิงหาคม 2540 และอายุของสัญญาทั้งสองฉบับสิ้นสุดเพียงวันที่ 31 กรกฎาคม 2540 เป็นการสิ้นสุดก่อนวันที่ 16 สิงหาคม 2540 สัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะได้รับสิทธิเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 พิเคราะห์แล้ว ขณะโจทก์ทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างทั้งสองฉบับ โจทก์มีหน้าที่ต้องเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ตามมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตรา ภาษี มูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 236) พ.ศ. 2534 ต่อมาวันที่ 12 สิงหาคม 2540 มีพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตรา ภาษี มูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 309) พ.ศ. 2540 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2540 กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 9 เมื่อรวมกับ ภาษี ท้องถิ่นแล้วจะต้องเสีย ภาษี ในอัตราร้อยละ 10 แต่มาตรา 4 ของพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้บัญญัติว่า "บทบัญญัติมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตรา ภาษี มูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 236) พ.ศ. 2534 ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการที่กระทำไปก่อนวันที่ พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด" ซึ่งอธิบดีกรมสรรพากรได้ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการ ขายสินค้าหรือการให้บริการที่จะได้รับสิทธิเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ต่อไป ลงวันที่ 13 สิงหาคม 2540 กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขไว้ว่า "ข้อ 1 ผู้ประกอบการจดทะเบียน ภาษี มูลค่าเพิ่มที่จะได้รับสิทธิเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 จะต้องประกอบกิจการภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้?(3) การให้บริการตามสัญญาที่มีข้อกำหนดให้ชำระค่าตอบแทนตามส่วนของบริการที่ทำ โดยได้มีการทำสัญญาและได้มีการชำระค่าบริการตามส่วนของบริการที่ทำหรือได้มีการชำระค่าบริการบางส่วนก่อนวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2540?" เห็นว่า สัญญาจ้างเหมาก่อสร้างระหว่างโจทก์และธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ทั้งสองฉบับทำขึ้นเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2540 มีการชำระค่าบริการตามส่วนของบริการที่ทำและได้มีการชำระค่าบริการบางส่วนแล้ว ก่อนวันที่ 16 สิงหาคม 2540 อีกทั้งโจทก์ได้ยื่นคำขอสิทธิเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ต่อไป ภายในกำหนดเวลาที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดแล้ว โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ภาษี มูลค่าเพิ่มที่ประกอบกิจการภายใต้เงื่อนไขตามข้อ 1(3) และข้อ 2 แห่งประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขายสินค้าหรือการให้บริการที่จะได้รับสิทธิเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 ต่อไป จึงมีหน้าที่เสีย ภาษี มูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 ตามมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตรา ภาษี มูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 309) พ.ศ. 2540 แม้โจทก์มิได้ยื่นคำคัดค้านผลการวิเคราะห์แบบคำขอรับสิทธิเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ภายใน 7 วัน ตามที่เจ้าพนักงานของจำเลยกำหนด ก็หาทำให้สิทธิและหน้าที่ของโจทก์ที่มีอยู่ตามกฎหมายต้องเปลี่ยนแปลงไปไม่ การที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยประเมินให้โจทก์เสีย ภาษี มูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 10 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่าคำสั่งของอธิบดีกรมสรรพากรให้ถือว่าเป็นที่สุด ตามข้อ 4 แห่งประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับดังกล่าวจึงต้องถือเป็นยุติว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ต่อไปนั้น ประเด็นข้อนี้จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาล ภาษี อากรกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล ภาษี อากรและ วิธีพิจารณาคดี ภาษี อากร พ.ศ. 2528 มาตรา 29 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาล ภาษี อากรกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 8,700 บาท แทนโจทก์ (ปัญญา ถนอมรอด - สมศักดิ์ วงศ์ยืน - ศุภชัย ภู่งาม) ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6200/2545 หจก. ไตรรัตน์ก่อสร้าง โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ป.รัษฎากร ม. 80 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29 พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 236) พ.ศ.2534 ม. 3 พ.ร.ฏ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 309) พ.ศ.2540 ม. 4 ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 78) เรื่อง กำหนดลักษณะและเงื่อนไขค่าตอบแทนที่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ม. 4