ฎีกาที่ 1374/2545
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
พฤติการณ์ที่จำเลยลักสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของ ป. ไป แล้วปลอมลายมือชื่อของ ป. ในใบถอนเงินของธนาคารโจทก์ร่วม แล้วนำสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ไปแสดงต่อพนักงานของโจทก์ร่วมและได้รับเงินมานั้น เป็นการกระทำที่มีเจตนามุ่งหมายเพื่อจะให้ได้เงินจากโจทก์ร่วมเป็นหลัก ซึ่งแม้การกระทำนั้น ๆ จะเป็นความผิดแต่ก็เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท หาได้เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันไม่ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 จำเลยลักสมุดเงินฝากของ ป. และปลอมลายมือชื่อของ ป. ในใบถอนเงินของโจทก์ร่วม ถอนเงินออกจากบัญชีของ ป. เป็นเงินจำนวนมากถึง 900,000 บาทนับว่าเป็นพฤติการณ์ร้ายแรง ทั้งปรากฏตามรายงานการสืบเสาะและพินิจว่าจำเลยเคยลักเงินของเพื่อนและมารดาของจำเลยมาหลายครั้ง แต่ไม่มีผู้ใดเอาเรื่อง จำเลยจึงไม่ถูกดำเนินคดี แม้จำเลยจะชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ร่วมก็เป็นจำนวนเล็กน้อยเมื่อเทียบกับความเสียหายที่เกิดขึ้น พฤติการณ์แห่งคดียังไม่เป็นการสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยลักทรัพย์สมุดเงินฝากบัญชีออมทรัพย์ธนาคารกรุงศรีอยุธยาจำกัด (มหาชน) สาขาย่อยเพชรเกษม 55 เลขที่ 300-1-01577-5 จำนวน 1 เล่มราคา 100 บาท ของนางประภาพร พรมแตง ผู้เสียหายไปโดยทุจริต หลังจากนั้นจำเลยทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับโดยกรอกข้อความลงในใบถอนเงินธนาคารกรุงศรีอยุธยาจำกัด (มหาชน) สาขาย่อยเพชรเกษม 55 ว่าขอถอนเงินจำนวน 100,000 บาท จากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ตามสมุดบัญชีเงินฝากดังกล่าว แล้วจำเลยปลอมลายมือชื่อของนางประภาพรผู้เสียหายลงในใบถอนเงินดังกล่าวในช่อง "ลายมือชื่อเจ้าของบัญชี"และช่อง "ลายมือชื่อผู้รับเงิน" แล้วจำเลยใช้เอกสารใบถอนเงินปลอมดังกล่าวยื่นต่อนางสาวอรวรรณ เอี่ยมแก้ว พนักงานฝ่ายการเงินของธนาคารและหลอกลวงนางสาวอรวรรณด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า จำเลยเป็นเจ้าของสมุดเงินฝากที่ลักมาดังกล่าวและใบถอนเงินเป็นเอกสารที่แท้จริง ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นางสาวอรวรรณ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหาย และประชาชนเพื่อขอเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนางประภาพร ผู้เสียหายโดยทุจริต เป็นเหตุให้นางสาวอรวรรณหลงเชื่อมอบเงินจำนวน 100,000 บาท ให้แก่จำเลยไป ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 268, 334, 341, 91 ให้จำเลยคืนสมุดเงินฝากหรือใช้ราคา 100 บาท และคืนเงิน 100,000 บาท แก่ผู้เสียหายด้วย จำเลยให้การรับสารภาพ ระหว่างพิจารณา ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐาน ปลอมเอกสาร และใช้เอกสารปลอม ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264(ที่ถูกคือมาตรา 264 วรรคแรก), 268 (ที่ถูกคือมาตรา 268 วรรคแรกประกอบด้วยมาตรา 264 วรรคแรก), 334, 341 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักทรัพย์จำคุก 1 ปี กระทงหนึ่ง ฐาน ปลอมเอกสาร และใช้เอกสารปลอม กับความผิดฐานฉ้อโกงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานฉ้อโกงตามมาตรา 341 แต่บทเดียว จำคุก 1 ปีรวมจำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 คงจำคุก 1 ปีให้จำเลยคืนสมุดเงินฝาก 1 เล่ม หรือใช้ราคา 100 บาท และคืนเงินจำนวน 100,000บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย (ที่ถูกคือให้จำเลยคืนสมุดเงินฝาก 1 เล่มหรือใช้ราคา100 บาท แก่นางประภาพร พรมแตง ผู้เสียหาย และคืนเงินจำนวน 100,000 บาทที่ยังไม่ได้คืนแก่โจทก์ร่วม) จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยลักสมุดเงินฝากของนางประภาพร และปลอมลายมือชื่อของนางประภาพรลงในใบถอนเงินของโจทก์ร่วมถอนเงินออกจากบัญชีของนางประภาพรเป็นเงินจำนวนมากถึง 100,000 บาท นับว่าเป็นพฤติการณ์ร้ายแรง ประกอบกับได้ความจากรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติว่าจำเลยเคยลักเงินของเพื่อนและของมารดาจำเลยมาแล้วหลายครั้ง แต่ไม่มีผู้ใดเอาเรื่อง จำเลยจึงมิได้ถูกดำเนินคดี แม้จำเลยจะชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ร่วมก็เป็นจำนวนเล็กน้อย เมื่อเทียบกับความเสียหายที่เกิดขึ้น พฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าวยังไม่เป็นการสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยได้ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง แต่การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดสองกรรม โดยลงโทษฐานลักทรัพย์กระทงหนึ่งและลงโทษฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมกับความผิดฐานฉ้อโกงอีกกระทงหนึ่งรวมสองกระทงนั้น เห็นว่า ยังไม่ถูกต้องเพราะตามพฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยในการลักสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของนางประภาพรไปแล้วปลอมลายมือชื่อของนางประภาพรในใบถอนเงินของโจทก์ร่วมแล้วนำสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ไปแสดงต่อพนักงานของธนาคารโจทก์ร่วม แล้วได้รับเงินจำนวน 100,000 บาท ก็เป็นการกระทำที่มีเจตนามุ่งหมายเพื่อจะให้ได้เงินจากธนาคารโจทก์ร่วมเป็นหลัก ซึ่งแม้การกระทำนั้น ๆ จะเป็นความผิด แต่ก็เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท หาได้เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยไม่ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบด้วยมาตรา 195 วรรคสอง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง" พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษในความผิดฐานลักทรัพย์ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1374/2545 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ โจทก์ร่วม โจทก์ ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน โจทก์ นางสาว มัลลิกา เพ็งนาเรนทร์ จำเลย ป.อ. ม. 56 , ม. 59 , ม. 90 , ม. 91 , ม. 264 , ม. 268 , ม. 334 , ม. 341 ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง , ม. 225