ฎีกาที่ 9668/2544
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
จำเลยที่ 1 ทำสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์คันพิพาทจากโจทก์ ต่อมาโจทก์พาเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 1 นำรถยนต์คันที่ เช่าซื้อ ไปให้ผู้อื่นใช้ ได้มีการเจรจาตกลงกันโดยจำเลยที่ 1 ยินยอมใช้ค่าเสียหายเท่ากับ ค่า เช่าซื้อ รถยนต์คันพิพาทที่ค้าง แล้วโจทก์จะไม่ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองจึงตกลงยินยอมทำหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์คันพิพาทและหนังสือรับสภาพหนี้กับโจทก์ขึ้นใหม่ ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองได้ตกลง แปลงหนี้จากสัญญา เช่าซื้อ และค้ำประกันรถยนต์คันพิพาทมาเป็นสัญญาซื้อขายรถยนต์คันพิพาทและหนังสือรับสภาพหนี้แทนจึงมีผลผูกพันจำเลยทั้งสองตามกฎหมาย
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระต้นเงินและดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในเงินที่ผิดนัดแต่ละงวดจนถึงวันฟ้อง คิดเป็นดอกเบี้ยจำนวน 11,219.17 บาท รวมเป็นเงิน 161,219.17 บาท และ ให้ร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 150,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 102,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง ( 9 ธันวาคม 2540 ) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ ที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้เงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อปี ในเงิน 75,000 บาท นับแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2539 และในเงิน 75,000 บาท นับแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2539 ถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยในเงินดังกล่าวคำนวณถึงวันฟ้อง ( 9 ธันวาคม 2540 ) ต้องไม่เกิน 11,219.17 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ? พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขาย รถยนต์คันพิพาทในช่องผู้ซื้อ ตามหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์เอกสารหมาย จ.3 หรือ ล.1 และจำเลยทั้งสองได้ลง ลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้ในช่องผู้รับสภาพหนี้อันเกี่ยวกับรถยนต์คันพิพาท ตามหนังสือรับสภาพหนี้ เอกสารหมาย จ.5 ให้ไว้แก่โจทก์ โดยรถยนต์คันดังกล่าวตกลงราคากัน 388,000 บาท คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์คันพิพาทจากโจทก์หรือทำสัญญาซื้อขายรถยนต์ คันพิพาท ทั้งได้มีการกรอกข้อความในหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์ตามเอกสารหมาย จ.3 โดยจำเลยที่ 1 มิได้ยินยอมด้วย อันจะมีผลทำให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาซื้อขายและตามหนังสือรับสภาพหนี้หรือไม่ เห็นว่า แม้ตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสองนำสืบกันมาเมื่อรับฟังประกอบพฤติการณ์ต่าง ๆ แห่งคดีแล้ว ข้อเท็จจริงจะฟังได้ ตามที่จำเลยที่ 2 ยกขึ้นต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์คันพิพาทจากโจทก์เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2539 ในราคา 388,000 บาท ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็ยังคงฟังได้ต่อมาตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2539 โจทก์พาเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 1 นำรถยนต์คันพิพาทไปให้นายธเนศซึ่งเป็นเพื่อนของจำเลยที่ 1 ใช้ ได้มีการเจรจาตกลงกันโดยจำเลยที่ 1 ยินยอมใช้ค่าเสียหายเท่ากับค่า เช่าซื้อ รถยนต์คันพิพาทที่ค้างชำระจำนวน 200,000 บาท แล้วโจทก์จะไม่ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งในข้อนี้จำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ได้โอนเงินจำนวน 100,000 บาท เข้าบัญชีทนายความของโจทก์ ส่วนที่ค้างชำระอีก 100,000 บาท จำเลยที่ 1 ได้ชำระให้แล้วในวันรุ่งขึ้นคือวันที่ 25 ตุลาคม 2539 ในวันดังกล่าวได้มีการทำหลักฐาน เกี่ยวกับการชำระหนี้ในส่วนที่เหลือไว้ด้วยตามเอกสารหมาย ล.1 หรือ จ.3 นอกจากนี้ยังได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ ตามเอกสารหมาย จ. 5 ไว้ด้วย โดยจำเลยที่ 2 ก็เบิกความในประเด็นนี้ว่า ในวันที่ 25 ตุลาคม 2539 จำเลยที่ 1 ได้นำเงินจำนวน 100,000 บาท ซึ่งเป็นของนางวรรณดีไปชำระให้แก่โจทก์ที่องค์การโทรศัพท์ และทนายความของโจทก์ได้ให้จำเลยที่ 1 ทำหนังสือตามเอกสารหมาย จ.3 และ จ.5 ไว้โดยให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในช่องผู้รับสภาพหนี้ตาม เอกสารหมาย จ.5 ไว้เป็นผู้ค้ำประกันด้วย ซึ่งตามคำเบิกความของจำเลยทั้งสองดังกล่าวแสดงว่าจำเลยทั้งสองได้ตกลงยินยอมที่จะทำเอกสารหมาย จ.3 และ จ.5 กับโจทก์ขึ้นใหม่ อันได้แก่หนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์คันพิพาท และหนังสือรับสภาพหนี้ จึงถือได้ว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองได้ตกลงแปลงหนี้จากสัญญา เช่าซื้อ และค้ำประกันรถยนต์คันพิพาทมาเป็นสัญญาซื้อขายรถยนต์คันพิพาทและหนังสือรับสภาพหนี้แทนนั่นเอง เมื่อได้ความว่าจำเลยทั้งสอง ลงลายมือชื่อในเอกสารทั้งสองฉบับโดยรู้วัตถุประสงค์ที่แท้จริงแล้วเช่นนี้ หนังสือสัญญาซื้อขายและหนังสือรับ สภาพหนี้ตามเอกสารหมาย จ.3 และ จ.5 จึงมีผลผูกพันจำเลยทั้งสองตามกฎหมาย เมื่อการที่โจทก์กรอกวันที่ลงในหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์ตามเอกสารหมาย จ.3 เป็นการกระทำไปตามข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสอง หาใช่เป็นการลงวันที่โดยจำเลยทั้งสองมิได้ยินยอมด้วยแต่ประการใดไม่ ส่วนข้อความรายละเอียดอื่น ๆ ก็น่าเชื่อว่าโจทก์ได้กรอกข้อความโดยความรู้เห็นยินยอมของจำเลยทั้งสอง ทั้งจำเลยที่ 2 ก็มิได้ให้การต่อสู้ในส่วนดังกล่าวไว้ด้วย ดังนั้น หนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์ตามเอกสารหมาย จ.3 และหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.5 โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงทำกันขึ้นโดยมีเจตนาที่จะให้มีผลผูกพันกันจริง จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น? พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9668/2544 บริษัทยูนิฟายลีสซิ่ง จำกัด โจทก์ นายสุขสันต์ โตกุลวัฒน์ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 349 , ม. 453 , ม. 572