ฎีกาที่ 9571/2544
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
สิทธิการบอกเลิกสัญญาและวิธีการบอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ นั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดไว้โดยเฉพาะแล้ว โดยให้สิทธิแก่ผู้ เช่าซื้อ ตามมาตรา 573 และให้สิทธิแก่ผู้ให้ เช่าซื้อ ตามมาตรา 574 ไม่ใช่กรณีไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับแก่คดีตามมาตรา 4 จึงไม่อาจนำวิธีการบอกเลิกสัญญาเช่าในกฎหมายลักษณะเช่าทรัพย์ตามมาตรา 560 มาใช้บังคับในการบอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ ได้ สัญญา เช่าซื้อ ระหว่างโจทก์กับผู้ซื้อมีข้อตกลงว่า ถ้าผู้ เช่าซื้อ ผิดนัดไม่ชำระค่า เช่าซื้อ งวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าสัญญาเลิกกันทันที ซึ่งเป็นการกำหนดเงื่อนไขการเลิกสัญญา เช่าซื้อ แตกต่างจากบทบัญญัติของกฎหมาย แต่ข้อตกลงดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงใช้บังคับได้เมื่อผู้ เช่าซื้อ ผิดนัดชำระค่า เช่าซื้อ โจทก์ใช้วิธีแสดงเจตนามีหนังสือทวงถามไปยังผู้ เช่าซื้อ ให้ชำระหนี้ก่อน หากไม่ชำระหนี้ภายในกำหนดให้ถือเอาหนังสือนั้นเป็นการบอกเลิกสัญญาจึงบอกเลิกสัญญาตามมาตรา 387 ได้ เมื่อโจทก์มีหนังสือไปยังผู้ เช่าซื้อ ให้ชำระค่า เช่าซื้อ ที่ค้างชำระให้แก่โจทก์ภายใน 3 วัน หากไม่ชำระขอถือเอาหนังสือดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ ระยะเวลา 3 วันที่โจทก์กำหนดให้ผู้ เช่าซื้อ ชำระค่า เช่าซื้อ ที่ค้างชำระอยู่จำนวน 29,810 บาทนั้น นับว่าเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว โจทก์ได้ปฏิบัติตามวิธีการที่กฎหมายกำหนดไว้ในมาตรา 387 แล้ว เมื่อผู้ เช่าซื้อ ไม่ชำระค่า เช่าซื้อ ภายในกำหนดการบอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ ของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลย แม้จำเลยมิได้ยกข้อต่อสู้มาตั้งแต่ในศาลชั้นต้นว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ30 ต่อปี รวมไว้ในสัญญา เช่าซื้อ และค่า เช่าซื้อ ที่ค้างชำระซึ่งเป็นอัตราอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนจึงยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสองได้ ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยให้ได้โดยวินิจฉัยว่าตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ เป็นการห้ามเรียกดอกเบี้ยเฉพาะแต่การกู้ยืมเงินเท่านั้น ไม่อาจนำมาใช้บังคับแก่การ เช่าซื้อ ได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า บริษัทพีมูฟวิ่งอินเตอร์ทรานสปอร์ต จำกัด ทำสัญญา เช่าซื้อ เครื่องปรับอากาศจากโจทก์ในราคา 49,880 บาท ชำระค่า เช่าซื้อ ในวันทำสัญญาแล้ว9,200 บาท ส่วนที่เหลือตกลงผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละ 1,695 บาท มีกำหนด24 เดือน มีจำเลยเป็นผู้ค้ำประกันตกลงยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ภายหลังทำสัญญาผู้ เช่าซื้อ ไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องตามสัญญา ยังคงค้างชำระค่า เช่าซื้อ อีก 18 งวด เป็นเงินจำนวน 29,910 บาท โดยผิดนัดตั้งแต่งวดที่ 7 ของวันที่ 20 พฤศจิกายน 2541 เป็นต้นมาซึ่งตามสัญญา เช่าซื้อ หากผู้ เช่าซื้อ ผิดนัดชำระค่า เช่าซื้อ เพียงงวดหนึ่งงวดใด ถือว่าสัญญาเป็นอันเลิกกันทันทีโดยไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ติดตามทวงถามให้จำเลยคืนทรัพย์ที่ เช่าซื้อ หรือใช้ราคาทรัพย์ให้แก่โจทก์หลายครั้ง ครั้งสุดท้ายโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและให้จำเลยคืนทรัพย์ที่ เช่าซื้อ หรือให้ใช้ราคาทรัพย์ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบเครื่องปรับอากาศที่ เช่าซื้อ คืนให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 29,910 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบเครื่องปรับอากาศยี่ห้อยูนิแอร์ จำนวน 1 เครื่องที่ เช่าซื้อ คืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 29,910 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์2543 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายประการแรกตามที่จำเลยอุทธรณ์ว่า การบอกเลิกสัญญาของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 560 ซึ่งนำมาใช้ในเรื่อง เช่าซื้อ ด้วยระบุว่า หากจะบอกเลิกสัญญาจะต้องบอกกล่าวให้ชำระค่าเช่าที่ค้างชำระเสียก่อน โดยต้องกำหนดเวลาอย่าให้น้อยกว่า 15 วัน แต่โจทก์มีหนังสือทวงถามบอกกล่าวให้จำเลยชำระค่า เช่าซื้อ ที่ค้างชำระภายใน 3 วัน หากไม่ชำระขอถือเอาหนังสือดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญา โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า สิทธิการบอกเลิกสัญญาและวิธีการบอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ นั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดไว้โดยเฉพาะแล้วโดยให้สิทธิแก่ผู้ เช่าซื้อ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 และให้สิทธิแก่ผู้ให้ เช่าซื้อ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 574 ไม่ใช่กรณีไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับแก่คดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 จึงไม่อาจนำวิธีการบอกเลิกสัญญาเช่าในกฎหมายลักษณะเช่าทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 560 มาใช้บังคับในการบอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ ได้ และตามสัญญา เช่าซื้อ ระหว่างโจทก์กับผู้ เช่าซื้อ มีข้อตกลงว่า ถ้าผู้ เช่าซื้อ ผิดนัดไม่ชำระค่า เช่าซื้อ งวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าสัญญาเลิกกันทันที ซึ่งเป็นการกำหนดเงื่อนไขเลิกสัญญา เช่าซื้อ แตกต่างจากบทบัญญัติของกฎหมาย แต่ข้อตกลงดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงใช้บังคับได้ เมื่อผู้ เช่าซื้อ ผิดนัดชำระค่า เช่าซื้อ โจทก์ใช้วิธีแสดงเจตนามีหนังสือทวงถามไปยังผู้ เช่าซื้อ ให้ชำระหนี้ก่อน หากไม่ชำระภายในกำหนดให้ถือเอาหนังสือนั้นเป็นการบอกเลิกสัญญา แสดงว่าโจทก์สละสิทธิการเลิกสัญญาตามข้อตกลงในสัญญา เช่าซื้อ แต่โจทก์อาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาในกรณีผู้ เช่าซื้อ ไม่ชำระหนี้ โดยบอกกล่าวให้ผู้ เช่าซื้อ ชำระหนี้ภายในกำหนดระยะเวลาพอสมควรก่อนหากไม่ชำระหนี้จึงบอกเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387ได้ เมื่อโจทก์มีหนังสือตามเอกสารหมาย จ.3 ไปยังผู้ เช่าซื้อ ให้ชำระค่า เช่าซื้อ ที่ค้างชำระให้แก่โจทก์ภายใน 3 วันหากไม่ชำระขอถือเอาหนังสือดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ เห็นว่า ระยะเวลา 3 วัน ที่โจทก์กำหนดให้ผู้ เช่าซื้อ ชำระค่า เช่าซื้อ ที่ค้างชำระอยู่จำนวน 29,910 บาทนั้น นับว่าเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว โจทก์ได้ปฏิบัติตามวิธีการที่กฎหมายกำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 แล้วเมื่อผู้ เช่าซื้อ ไม่ชำระค่า เช่าซื้อ ภายในกำหนด การบอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ ของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปในปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 30 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดรวมเอาไว้ในสัญญา เช่าซื้อ และค่า เช่าซื้อ ที่ค้างชำระ อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 ข้อตกลงดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมายย่อมตกเป็นโมฆะ เห็นว่า แม้จำเลยจะมิได้ยกข้อต่อสู้ว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินอัตราอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 ข้อตกลงเรียกดอกเบี้ยดังกล่าวจึงเป็นโมฆะมาตั้งแต่ศาลชั้นต้น แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนจึงยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสองได้ ศาลฎีกาเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 นั้นเป็นการห้ามเรียกดอกเบี้ยในการกู้ยืมเงินเท่านั้น ไม่อาจจะนำมาใช้บังคับแก่การ เช่าซื้อ แต่อย่างใด ศาลชั้นต้นพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9571/2544 บริษัท นิยมพานิช จำกัด โจทก์ นาย ธำรง ทะพิงค์แก จำเลย ป.พ.พ. ม. 387 , ม. 573 , ม. 574 ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ , ม. 225 วรรคสอง พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475