ฎีกาที่ 6944/2544
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
จำเลยให้การว่าสัญญา เช่าซื้อ ระงับแล้วตั้งแต่วันที่จำเลยชำระค่า เช่าซื้อ งวดที่ 17 เนื่องจากโจทก์แจ้งว่าไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่ เช่าซื้อ ให้แก่จำเลยได้เพราะโจทก์ผิดสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์คันดังกล่าวกับบริษัท พ. โดยจำเลยมิได้ให้การว่าโจทก์ผิดสัญญา เช่าซื้อ เนื่องจากโจทก์ไม่ต่อทะเบียนรถยนต์ให้จำเลยทำให้จำเลยไม่สามารถนำรถยนต์ออกใช้ได้ตามทางนำสืบของจำเลยแต่ประการใด ทางนำสืบของจำเลยจึงนอกเหนือจากคำให้การของจำเลยแม้ศาลล่างทั้งสองจะรับวินิจฉัยให้ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสอง เช่าซื้อ รถยนต์ยี่ห้อโอเปิล หมายเลขเครื่อง ซี 20 เอ็กซ์อี - 14164643 ไปจากโจทก์ในราคา 1,828,800 บาท ไม่มีเงินดาวน์ ตกลงชำระค่า เช่าซื้อ 48 งวดงวดละ 38,100 บาท ต่อเดือน งวดแรกชำระในวันที่ 7 มีนาคม 2537งวดต่อไปชำระในวันที่ 7 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ หลังจากทำสัญญา เช่าซื้อ จำเลยทั้งสองชำระค่า เช่าซื้อ ให้แก่โจทก์เพียง 16 งวดเป็นเงิน 609,600 บาท แล้วผิดนัดตั้งแต่งวดที่ 17 ถึงงวดที่ 42 เป็นเงิน990,600 บาท โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและให้จำเลยทั้งสองชำระค่า เช่าซื้อ ที่ค้างพร้อมส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนให้แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ต่อมาวันที่ 22 พฤษภาคม 2541 โจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนมาได้ แต่รถยนต์เสื่อมสภาพจากการใช้ โจทก์ขอคิดค่าเสียหายในส่วนนี้อีกเป็นเงิน 228,600 บาท ซึ่งเท่ากับราคาค่า เช่าซื้อ ที่จำเลยทั้งสองค้างชำระตั้งแต่งวดที่ 43 ถึงงวดที่ 48 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนให้แก่โจทก์และให้ชำระค่า เช่าซื้อ ที่ค้างเป็นเงิน 990,600 บาท กับให้ใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 228,600 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า สัญญา เช่าซื้อ ระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองระงับแล้วตั้งแต่วันที่จำเลยทั้งสองชำระค่า เช่าซื้อ งวดที่ 17 เนื่องจากโจทก์แจ้งแก่จำเลยทั้งสองว่าไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่ เช่าซื้อ ให้แก่จำเลยทั้งสองได้ เพราะโจทก์ผิดสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์คันดังกล่าวกับบริษัทพระนครยนตการ จำกัด จึงบอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ แก่จำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองย่อมไม่ต้องรับผิดตามสัญญา เช่าซื้อ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 400,300บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 1กันยายน 2540) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 350,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 1 กันยายน 2540) จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2537 จำเลยทั้งสองทำสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์ยี่ห้อโอเปิล หมายเลขเครื่อง ซี 20 เอ็กซ์อี - 14164643 จากโจทก์ในราคา1,828,800 บาท ชำระค่า เช่าซื้อ 48 งวด งวดละ 38,100 บาท ต่อเดือนเริ่มชำระงวดแรกวันที่ 7 มีนาคม 2537 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 7 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ ตามสัญญา เช่าซื้อ เอกสารหมาย จ.6 หลังจากทำสัญญา เช่าซื้อ จำเลยทั้งสองชำระค่า เช่าซื้อ ให้แก่โจทก์รวม 16 งวด เป็นเงิน609,600 บาท และจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่า เช่าซื้อ อีก ต่อมาวันที่ 22พฤษภาคม 2541 โจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนมาได้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์หรือจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญา โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ไม่จดทะเบียนรถยนต์ให้ ทำให้จำเลยทั้งสองไม่สามารถนำรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ไปใช้งานได้จำเลยทั้งสองจึงไม่ชำระค่า เช่าซื้อ นั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองให้การว่าสัญญา เช่าซื้อ ระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองระงับแล้วตั้งแต่วันที่จำเลยทั้งสองชำระค่า เช่าซื้อ งวดที่ 17 เนื่องจากโจทก์แจ้งแก่จำเลยทั้งสองว่าไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่ เช่าซื้อ ให้แก่จำเลยทั้งสองได้ เพราะโจทก์ผิดสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์คันดังกล่าวกับบริษัทพระนครยนตการจำกัด จึงบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยทั้งสองแล้ว โดยจำเลยทั้งสองมิได้ให้การว่า โจทก์ผิดสัญญา เช่าซื้อ เนื่องจากโจทก์ไม่ต่อทะเบียนรถยนต์ให้แก่จำเลยทั้งสอง ทำให้จำเลยทั้งสองไม่สามารถนำรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ออกใช้ได้ตามทางนำสืบของจำเลยทั้งสองแต่ประการใด ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองดังกล่าว จึงนอกเหนือจากคำให้การของจำเลยทั้งสองแม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะรับวินิจฉัยให้ ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าหลังจากทำสัญญา เช่าซื้อ แล้ว จำเลยทั้งสองชำระค่า เช่าซื้อ ให้แก่โจทก์เพียง 16 งวด เท่านั้น จำเลยทั้งสองจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์และจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่า ค่าเสียหายในส่วนที่เป็นค่าขาดประโยชน์และค่าเสื่อมราคาจากการใช้รถยนต์ที่ เช่าซื้อ มีเพียงใด โดยโจทก์ฎีกาว่า รถยนต์ที่ เช่าซื้อ เป็นรถยนต์ใหม่ เมื่อผิดสัญญาจำเลยทั้งสองย่อมหาประโยชน์จากรถยนต์ที่ เช่าซื้อ โจทก์ต้องใช้เวลานานในการติดตามยึดรถยนต์คืนรถยนต์ย่อมเสื่อมสภาพจากการใช้ ค่าเสียหายในส่วนนี้ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้เป็นเงิน 100,000 บาท จึงเป็นค่าเสียหายที่เหมาะสม ส่วนจำเลยทั้งสองฎีกาว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนายสุพจน์ น้อยมาลา พยานโจทก์ว่า รถยนต์ที่ เช่าซื้อ โจทก์ยึดคืนมาแล้วยังไม่ได้ขายให้แก่บุคคลอื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์เดือนละ 6,000 บาท รวมเป็นเงิน 186,000 บาท และค่าเสื่อมราคาเป็นเงิน 50,000 บาท เป็นการวินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ที่ไม่มีอยู่จริงในขณะฟ้อง และเป็นความเสียหายในอนาคตที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้แน่นอน ทั้งไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นความเสียหายดังกล่าวนั้น เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองครอบครองรถยนต์ที่ เช่าซื้อ โดยไม่ยอมส่งมอบคืนให้แก่โจทก์ ย่อมทำให้โจทก์ผู้ให้ เช่าซื้อ ต้องขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ที่ เช่าซื้อ ดังกล่าวตลอดเวลาที่จำเลยทั้งสองยังคงครอบครองอยู่ แม้โจทก์จะมิได้นำสืบว่าเคยนำรถยนต์ยี่ห้อและชนิดเดียวกันออกให้บุคคลอื่นเช่าเดือนละเท่าใดมาก่อนก็ตามศาลก็มีอำนาจกำหนดค่าเสียหายดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ตามจำนวนที่เห็นสมควร เพื่อให้เหมาะสมแก่สภาพความเสียหายได้ และที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์เดือนละ 6,000 บาท รวมเป็นเงิน186,000 บาท นั้น นับว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว ส่วนค่าเสียหายที่เป็นค่าเสื่อมราคาจากการใช้รถยนต์นั้น เห็นว่า แม้รถยนต์ที่ เช่าซื้อ ขณะ เช่าซื้อ จะเป็นรถใหม่ก็ตาม แต่จากทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าเมื่อยึดรถยนต์ดังกล่าวมาแล้วเสื่อมสภาพอย่างไร คงได้ความแต่เพียงว่าได้มีการซ่อมแซมรถยนต์พิพาทแล้วแต่ยังไม่เสร็จเท่านั้น ไม่มีรายละเอียดว่าซ่อมแซมอะไรบ้าง ซึ่งแม้ค่าเสียหายในส่วนนี้จะไม่อาจกำหนดจำนวนที่แน่นอนได้ แต่ก็เป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วมิใช่ค่าเสียหายในอนาคตตามที่จำเลยทั้งสองอ้างแต่อย่างใด และศาลมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายให้ตามที่เห็นสมควร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่โจทก์ 50,000 บาท นั้น เป็นค่าเสียหายที่เหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6944/2544 บริษัท ทรงพลยนตการ จำกัด โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด โหน่งโน๊ตมอเตอร์ยโสธร กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 572 ป.วิ.พ. ม. 249