ฎีกาที่ 399/2544
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 17 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดองค์คณะผู้พิพากษาในคดีแรงงานไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงไม่นำพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ.2477 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะศาลแรงงานกลางพิพากษาคดีนี้ ที่บัญญัติเรื่ององค์คณะของผู้พิพากษาในคดีทั่วไปมาใช้บังคับและคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางคดีนี้ ผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบทั้งสองฝ่ายได้ลงลายมือชื่อครบทั้งสามคนแล้ว จึงเป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2541 จำเลยทั้งสิบซึ่งเป็นกรรมการในคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ได้มีคำสั่งที่ 366-815/2541 ว่าการที่โจทก์เลิกจ้างผู้กล่าวหาที่ 1 ถึงที่ 435 เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121 และ 123และให้โจทก์จ่ายค่าเสียหาย และมีคำสั่งว่าการที่โจทก์ไม่ให้ผู้กล่าวหาที่ 436ถึง 450 เข้าทำงานและไม่มอบหมายงานให้ทำเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121 และสั่งให้โจทก์จัดให้ผู้กล่าวหาที่ 436 ถึง 450 เข้าทำงานและมอบหมายงานให้ทำในตำแหน่งหน้าที่และสภาพการจ้างเดิม คำสั่งดังกล่าวของจำเลยทั้งสิบไม่ชอบด้วยกฎหมายกล่าวคือ เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2540 โจทก์ได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อลูกจ้างและผู้กล่าวหาจำนวน 15 ข้อ ทั้งนี้เนื่องจากโจทก์ประสบภาวะค่าใช้จ่ายและสภาพคล่องทางการเงิน หลังจากยื่นข้อเรียกร้องแล้วได้มีการเจรจากันหลายครั้งแต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ต่อมาโจทก์จึงได้ใช้สิทธิปิดงานตั้งแต่วันที่ 26ธันวาคม 2540 ในที่สุดลูกจ้างยินยอมตามข้อเรียกร้องของโจทก์ และได้ทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างต่อกันไว้โดยให้มีผลใช้บังคับ 2 ปี และโจทก์ตกลงเปิดงานให้ลูกจ้างกลับเข้าทำงานตามปกติตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม2541 เป็นต้นไป แต่เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2541 เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของโจทก์ได้พบเห็นบุคคลที่น่าสงสัยกระโดดลงไปนอกแนวกำแพงบริเวณด้านหลังโรงงาน และเมื่อตรวจสอบสถานที่แล้วพบถุงพลาสติก 1 ใบภายในถุงมีขวดแก้วสีชาบรรจุอยู่ เมื่อตรวจสอบแล้วเป็นยาอันตราย โจทก์จึงเรียกกรรมการมาประชุมเป็นการด่วน ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของลูกจ้างและ ผู้บริโภค น้ำดื่มของโจทก์ ซึ่งก่อนหน้านี้โจทก์เคยได้ข่าวว่าจะมีผู้วางยาพิษในน้ำดื่มของโจทก์ ต่อมาในวันที่ 17 มกราคม 2541 โจทก์จึงได้ประกาศให้ลูกจ้างรวมทั้งผู้กล่าวหาไปรายงานตัว ณ บริษัทสาขาของโจทก์ที่อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในวันที่ 19 มกราคม 2541 เพื่อเข้ารับการอบรม ทั้งนี้เพื่อเป็นการแก้สถานการณ์โดยโจทก์จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายผู้กล่าวหาและลูกจ้างได้ไปรายงานตัวเพื่อเข้ารับการอบรมเพียง 2 วันคือวันที่ 19 และวันที่ 20 มกราคม 2541 หลังจากนั้นไม่ไปอีก การกระทำดังกล่าวของผู้กล่าวหาที่ 1 ถึง 450 เป็นการฝ่าฝืนประกาศ และคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานฐานละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร อีกทั้งเป็นความผิดตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47 (4)และ (5) โจทก์จึงเลิกจ้างผู้กล่าวหาที่ 1 ถึง 435 เพราะเหตุละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีผลเหตุอันสมควรตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 123 (4) จึงไม่ถือว่าเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ส่วนผู้กล่าวหาที่ 436 ถึง 450 เป็นกรรมการลูกจ้าง โจทก์จึงยังมิได้มีคำสั่งเลิกจ้าง แต่ยังคงจ่ายค่าจ้างตามปกติ มิได้มีเจตนากลั่นแกล้งไม่ให้เข้าทำงานและไม่มอบหมายงานแต่ประการใด จึงไม่ถือว่าเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ 366-815/2541 ของจำเลยทั้งสิบ จำเลยทั้งสิบให้การว่า ผู้กล่าวหาที่ 1 ถึง 435 เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานโพลาลิส มีผู้กล่าวหาที่ 437 เป็นประธาน และผู้กล่าวหาที่ 436 ถึง 450 เป็นกรรมการ เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2540 โจทก์ได้ยื่นข้อเรียกร้องเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างแต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ต่อมาโจทก์ใช้สิทธิปิดงาน (สาขางามวงศ์วาน) ตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2540 เป็นต้นไป และต่อมาเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2541โจทก์กับลูกจ้างรวมทั้งผู้กล่าวหาทั้งหมดสามารถเจรจาตกลงกันได้ โดยลูกจ้างยอมปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของโจทก์และได้มีการทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างต่อกันไว้โดยให้มีผลใช้บังคับเป็นเวลา 2 ปี และให้ลูกจ้างกลับเข้าทำงานตามปกติตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2541 เป็นต้นไป ต่อมาโจทก์เลิกจ้างผู้กล่าวหาที่ 1 ถึง 435 ในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับและโจทก์กระทำการให้ผู้กล่าวหาที่ 436 ถึง 450 ไม่สามารถทนทำงานอยู่ต่อไปได้ จึงเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121 และ 123 คำสั่งที่ 366-815/2541ของจำเลยทั้งสิบชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอน ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาของศาลแรงงานกลาง ลูกจ้างของโจทก์ผู้มีส่วนได้เสียจำนวน 13 คน ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลแรงงานกลางอนุญาต ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางยกฟ้องโจทก์โดยไม่ได้พิพากษายืนตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ โจทก์ไม่อาจรู้ได้ว่าโจทก์จะต้องปฏิบัติอย่างไรตามคำพิพากษา คำพิพากษาดังกล่าวมิได้เป็นคำพิพากษาตามที่กฎหมายกำหนดไว้ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยทั้งสิบ ที่ 366-815/2541 เมื่อศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง คำสั่งของจำเลยทั้งสิบดังกล่าวจึงยังคงมีผลบังคับอยู่ซึ่งโจทก์ย่อมทราบดีว่าโจทก์จะต้องปฏิบัติอย่างไร อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า คำพิพากษาศาลแรงงานกลางไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23วรรคหนึ่ง เพราะมีผู้พิพากษาลงชื่อเพียงนายเดียวเท่านั้น เห็นว่าพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 17 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 18 ศาลแรงงานต้องมีผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างและผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้างฝ่ายละเท่า ๆ กัน จึงจะเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดี" ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่กำหนดองค์คณะผู้พิพากษาในคดีแรงงานไว้โดยเฉพาะแล้วจึงไม่นำพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช 2477 มาตรา 23วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะศาลแรงงานกลางพิพากษาคดีนี้ที่บัญญัติเรื่ององค์คณะของผู้พิพากษาในคดีทั่วไปมาใช้บังคับ และคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางคดีนี้ผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างและผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้างได้ลงลายมือชื่อครบทั้งสามคนแล้ว จึงเป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วยบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวข้างต้น อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 399/2544 บริษัทดาราเหนือ จำกัด (มหาชน) กับพวก โจทก์ นายประมูล จันทรจำนง กับพวก จำเลย นายสมโภชน์ ช้างงาม กับพวก จำเลยร่วม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 17 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ.2477 ม. 23