ฎีกาที่ 9710/2544
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ระหว่างพิจารณาคดีนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยในคดีนี้เป็นจำเลยที่ 1 ป. เป็นจำเลยที่ 2 ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 904/2537 ของศาลชั้นต้น ต่อมาคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาฎีกาที่ 401/2540 ซึ่งคดีที่เป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ต้องเป็นกรณีที่มีคู่ความเดียวกันหรือเป็นผู้สืบสิทธิจากคู่ความคนก่อนรื้อร้องฟ้องกันในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัย โดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันและคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุดแล้ว ฉะนั้นคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ผลของคำพิพากษาฎีกาที่ 401/2540 ผูกพันโจทก์และจำเลยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ประเด็นพิพาทในคดีนี้ที่เป็นประเด็นเดียวกับประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว ย่อมเป็นที่สุด คงเหลือประเด็นพิพาทข้ออื่น ๆ ซึ่ง คู่ความจะต้องนำสืบพยานหลักฐานให้จบสิ้นกระแสความเสียก่อน เมื่อศาลชั้นต้นมิได้พิจารณาสืบพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายในประเด็นดังกล่าวด้วยการสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลย แล้ววินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 904/2537 ของศาลชั้นต้น โดยศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงไม่ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง สมควรให้ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 ประกอบมาตรา 247
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า ปี 2503 โจทก์ที่ 1 กับจำเลยได้ร่วมกันซื้อ ที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 25 หมู่ที่ 1 (9) ตำบลย่านยาว อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี แต่ใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองแต่ผู้เดียว ต่อมาวันที่ 24 กรกฎาคม 2520 โจทก์ที่ 1 และจำเลยตกลงขาย ที่ดิน แปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 1 ไร่ ต่อมาจำเลยขอยืมหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยบอกว่าจะนำไปยื่นคำร้องขอรังวัดแบ่งแยก ที่ดิน และโอน ที่ดิน ให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 แต่จำเลยกลับยื่นคำขอประกาศขาย ที่ดิน แปลงดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างคือ บ้านเลขที่ 143 หมู่ที่ 9 ตำบลย่านยาว อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ให้แก่ ป. ภริยา ม. บุตรจำเลย โดยเป็นการสมคบกันฉ้อฉลโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เพราะความจริงแล้วไม่มีการซื้อขายกันแต่อย่างใด บ้านเลขที่ 143 เป็นของโจทก์ที่ 1 จำเลยเป็นเพียง ผู้อาศัย ขอให้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมแบ่งแยกและโอน ที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 25 ดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 1 กับ ที่ดิน ในส่วนที่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ครอบครองอยู่คนละ 1 ไร่ ตามแผนผัง ที่ดิน พิพาทให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 กับให้จำเลยออกจากบ้านเลขที่ 143 และ ที่ดิน ในส่วนของโจทก์ที่ 1 โดยห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ขอให้ยกฟ้องโจทก์และพิพากษาว่า ที่ดิน และบ้านตามฟ้องเป็นของจำเลยแต่ผู้เดียว กับให้ขับไล่โจทก์ทั้งสี่และบริวารออกจาก ที่ดิน และบ้านตามฟ้อง ให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงินปีละ 13,680 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 จะออกและส่งมอบ ที่ดิน ดังกล่าวคืนให้แก่จำเลย โจทก์ทั้งสี่ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ขอให้ยกฟ้องแย้ง ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสี่ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า ประเด็นข้อพิพาทส่วนใหญ่ในคดีนี้ ศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 904/2537 ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว จึงห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นำสำนวนคดีดังกล่าวมาผูกรวมกับสำนวนคดีนี้ และเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงให้งดสืบพยานโจทก์ทั้งสี่และจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสี่และฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสี่ฎีกา ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 1 และจำเลยถึงแก่กรรม ห. และ ม. ทายาทของโจทก์ที่ 1 และจำเลยตามลำดับ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งสี่ฟ้องคดีนี้เมื่อปี 2533 กล่าวหาว่า โจทก์ที่ 1 และจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมใน ที่ดิน พิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 25 หมู่ที่ 1 ตำบลย่านยาว อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ต่อมาโจทก์ที่ 1 และจำเลยแบ่งขาย ที่ดิน พิพาทแก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 1 ไร่ โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ชำระราคา ที่ดิน ให้โจทก์ที่ 1 และจำเลยครบถ้วนแล้ว จำเลยยืมหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของ ที่ดิน พิพาทไปขอรังวัดแบ่งแยกเพื่อจดทะเบียนโอนแก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 แต่จำเลยยกเลิกคำขอรังวัดแบ่งแยก ที่ดิน พิพาทแล้วยื่นคำขอประกาศขาย ที่ดิน พิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างคือบ้านเลขที่ 143 หมู่ที่ 9 ตำบลย่านยาว อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี อันเป็นบ้านพิพาทในคดีนี้ แก่ ป. ภริยา ม. บุตรจำเลย โดยสมคบกันฉ้อฉลโจทก์ทั้งสี่ ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนแบ่งแยก ที่ดิน พิพาทและจดทะเบียนโอนแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 กับให้จำเลยออกจากบ้านพิพาทและ ที่ดิน ส่วนที่เป็นของโจทก์ที่ 1 ห้ามจำเลยเข้ายุ่งเกี่ยวอีกต่อไป ต่อมาปี 2535 ระหว่างพิจารณาคดีนี้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องจำเลยคดีนี้เป็นจำเลยที่ 1 ป. เป็นจำเลยที่ 2 กล่าวหาว่า จำเลยและ ป. สมคบกันจดทะเบียนโอนขาย ที่ดิน พิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ ป. เพื่อฉ้อฉลโจทก์ทั้งสี่ ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมขาย ที่ดิน พิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยและ ป. ตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 904/2537 ของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสี่และจำเลยร่วมกันแถลงขอให้รอการพิจารณาคดีนี้ไว้เพื่อฟังผลในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 904/2537 ของศาลชั้นต้น ซึ่งต่อมาคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 401/2540 ที่วินิจฉัยว่า โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 (จำเลยคดีนี้) เป็นเจ้าของ ที่ดิน พิพาทร่วมกัน จำเลยที่ 1 ขาย ที่ดิน พิพาทให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 1 ไร่ และส่งมอบการครอบครองแล้ว ให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมขาย ที่ดิน พิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างคือบ้านเลขที่ 143 ระหว่างจำเลยที่ 1 และ ป. จำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ของ ที่ดิน พิพาทแก่โจทก์ทั้งสี่เพื่อดำเนินการต่อไป ปัญหาวินิจฉัยประการแรกมีว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งสี่และฟ้องแย้งของจำเลยในคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 904/2537 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีที่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ต้องเป็นกรณีที่มีคู่ความเดียวกันหรือเป็นผู้สืบสิทธิจากคู่ความคนก่อนรื้อร้องฟ้องกันในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันและคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุดแล้ว แต่สำหรับคดีนี้ โจทก์ทั้งสี่ฟ้องจำเลย และจำเลยฟ้องแย้งก่อนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 904/2537 ของศาลชั้นต้น แม้จะเป็นประเด็นเดียวกันกับที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันไปแล้วในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 904/2537 ของศาลชั้นต้นก็ตาม ก็ไม่เป็นฟ้องซ้ำ แต่ด้วยผลของคำพิพากษาฎีกาที่ 401/2540 ที่ผูกพันโจทก์ทั้งสี่และจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยว่า โจทก์ที่ 1 และจำเลยเป็นเจ้าของ ที่ดิน พิพาทร่วมกันโดยจำเลยขาย ที่ดิน พิพาทให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 1 ไร่ และส่งมอบการครอบครองแล้วเป็นผลให้ประเด็นพิพาทข้อ 1 ข้อ 3 และข้อ 4 แห่งคดีนี้ย่อมเป็นที่สุดไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว คงเหลือประเด็นพิพาทข้อ 2 ที่ว่า โจทก์ที่ 2 หรือจำเลยเป็นเจ้าของบ้านพิพาท ข้อ 5 คดีโจทก์ขาดอายุความฟ้องร้องหรือไม่ และข้อ 6 ค่าเสียหายของจำเลยมีเพียงใดซึ่งคู่ความจะต้องนำสืบพยานหลักฐานให้จบสิ้นกระแสความเสียก่อน เมื่อศาลชั้นต้นยังมิได้พิจารณาสืบพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายในประเด็นดังกล่าวด้วยการสั่งงดสืบพยานโจทก์ทั้งสี่และจำเลย แล้ววินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ทั้งสี่และฟ้องแย้งของจำเลยเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 904/2537 ของศาลชั้นต้น โดยศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จึงไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง สมควรให้ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 ประกอบมาตรา 247 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ศาลชั้นต้นกำหนดให้คู่ความสืบพยานในประเด็นที่จำเป็นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9710/2544 นางคง หอมระรื่น กับพวก โจทก์ นายใหม่ หอมระรื่น โดยนายมงคล หอมระรื่น ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน จำเลย ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง , ม. 145 วรรคหนึ่ง , ม. 148 , ม. 243 , ม. 247