ฎีกาที่ 9709/2544
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทซึ่งจำเลยในฐานะกรรมการผู้จัดการลงชื่อรับรองว่าเป็นรายการที่ถูกต้องตรงกับสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นระบุว่าโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นรายหนึ่ง และสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นนั้นกฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นพยานหลักฐานอันถูกต้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1141 เมื่อจำเลยไม่นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นรายหนึ่งในบริษัท โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องคดีตาม พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 (2) ตามสัญญาสนับสนุนการลงทุนระบุว่าคู่สัญญาฝ่ายที่ 1 (บริษัทเอ็ม.พีปิโตรเลียม จำกัด) ตกลงให้เงินลงทุนแก่คู่สัญญาฝ่ายที่ 2 (จำเลยและบริษัทตะวันอีสาน จำกัด) จำนวน 15,000,000 บาท โดยจะมอบให้เมื่อคู่สัญญาฝ่ายที่ 2 ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาข้อ 3.1 แม้จำเลยจะรับเงินจำนวนดังกล่าวต่างวันกันแบ่งเป็นสองจำนวน แต่เจตนาที่จำเลยกระทำเป็นเจตนาที่กระทำต่อเงินจำนวน 15,000,000 บาท ทั้งจำนวน จึงเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกันเพื่อเงินจำนวนดังกล่าว เมื่อจำเลยไม่แสดงเกี่ยวกับรายการดังกล่าวให้ปรากฏเป็นยอดรวมในงบดุลเพียงครั้งเดียว ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2535 การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียว
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 (1) (2) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 , 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ประทับฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 (2) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 (2) ลงโทษจำคุก 1 ปี โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 50,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 , 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้วสมควรวินิจฉัยฎีกาของโจทก์และจำเลยไปในคราวเดียวกันโดยจะได้วินิจฉัยฎีกาของจำเลยในข้อแรกเสียก่อนว่า โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทตะวันอีสาน จำกัด และเป็นผู้เสียหายจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กรุงเทพมหานคร ซึ่งจำเลยลงชื่อรับรองว่าเป็นรายการที่ถูกต้องตรงกับสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นตามเอกสารหมาย จ. 17 ระบุว่าโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นรายหนึ่ง และสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นนั้น กฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า เป็นพยานหลักฐานอันถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1141 เมื่อจำเลยไม่นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นรายหนึ่งในบริษัทตะวันอีสาน จำกัด โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์มีว่า ที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้างบน ที่ดิน โฉนดเลขที่ 59711 และ 59709 ตำบลในเมือง (ศิลา) อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น และสถานีบริการน้ำมันพร้อมอุปกรณ์ซึ่งตั้งอยู่บน ที่ดิน โฉนดเลขที่ 8229 ตำบลบ้านไผ่ อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น และโฉนดเลขที่ 26968 ตำบลสองห้อง อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย เป็นทรัพย์สินของบริษัทตะวันอีสาน จำกัด หรือไม่ เห็นว่า โฉนด ที่ดิน 3 แปลงแรก มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของ ส่วน ที่ดิน แปลงที่ 4 มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของร่วมกับพลตรีธงชัย เจิมเจิดพล จึงเป็นทรัพย์สินเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดไว้ในทะเบียน ที่ดิน จึงให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า จำเลยผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามพยานเอกสารว่า จำเลยเป็นเจ้าของ ที่ดิน 3 แปลงแรก และเป็นเจ้าของร่วมกับพลตรีธงชัย เจิมเจิดพล ใน ที่ดิน แปลงที่ 4 ส่วนสิ่งปลูกสร้างและสถานีบริการน้ำมันพร้อมอุปกรณ์ซึ่งตั้งอยู่บน ที่ดิน ดังกล่าวย่อมเป็นส่วนควบของ ที่ดิน จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของ ที่ดิน ย่อมมีกรรมสิทธิ์ในส่วนควบของทรัพย์สิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 144 วรรคสอง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ทรัพย์สินดังกล่าวมิได้เป็นของบริษัทตะวันอีสาน จำกัด ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า สำหรับเช็คจำนวน 5,500,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ. 9 ซึ่งจำเลยได้รับมาในนามของบริษัทตะวันอีสาน จำกัด และในนามของจำเลย จำเลยไม่ต้องนำมาลงในงบดุลนั้น เห็นว่า เงินจำนวนดังกล่าวเป็นรายได้ของบริษัทตะวันอีสาน จำกัด ซึ่งบริษัทสามารถนำเงินดังกล่าวไปใช้จ่ายในกิจการของบริษัทได้ ดังนั้น จำเลยจึงต้องนำรายได้ดังกล่าวลงบัญชีแยกประเภทของบริษัทเพื่อนำมาคำนวณและแสดงในงบดุลเกี่ยวกับสินทรัพย์และหนี้สิน ในปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยได้รับเงิน 15,000,000 บาท โดยแยกเป็น 2 รายการ โดยเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2535 ได้รับจำนวน 9,500,000 บาท และในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2535 ได้รับอีกจำนวน 5,500,000 บาท จึงต่างวันต่างเวลากัน เมื่อจำเลยไม่นำรายได้ดังกล่าวที่ได้รับในแต่ละครั้งลงบัญชี การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำต่างกรรมกัน จึงต้องลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปนั้น เห็นว่า ตามสัญญาสนับสนุนการลงทุน ข้อ 2.1 เอกสารหมาย จ. 4 ระบุว่า คู่สัญญาฝ่ายที่ 1 (บริษัทเอ็ม . พี . ปิโตรเลียม จำกัด) ตกลงให้เงินลงทุนแก่คู่สัญญาฝ่ายที่ 2 (จำเลยและบริษัทตะวันอีสาน จำกัด) จำนวน 15,000,000 บาท โดยจะมอบให้เมื่อคู่สัญญาฝ่ายที่ 2 ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาข้อ 3.1 ดังนั้น เจตนาที่จำเลยกระทำจึงเป็นเจตนาที่กระทำต่อเงินจำนวน 15,000,000 บาท ทั้งจำนวน จึงเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกันเพื่อเงินจำนวนดังกล่าว เมื่อจำเลยไม่แสดงเกี่ยวกับรายการดังกล่าวให้ปรากฏเป็นยอดรวมในงบดุลเพียงครั้งเดียว ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2535 การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และที่จำเลยยื่นคำแถลงการณ์ว่า บัดนี้ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลชั้นต้นว่า โจทก์เป็นเพียงผู้ถือหุ้นในบริษัทตะวันอีสาน จำกัด แทนจำเลย คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว เห็นว่า คดีที่จำเลยอ้างถึงนั้นโจทก์ฟ้องจำเลยฐานยักยอกเงินจำนวนอื่น มิได้เกี่ยวข้องกับคดีนี้แต่อย่างใด จึงมิได้เป็นเรื่องที่มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ฎีกาของโจทก์และจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. (สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์ - วิชัย ชื่นชมพูนุท - พีรพล จันทร์สว่าง) ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9709/2544 นายโกสุมภ์ ตาละโสภณ โจทก์ นางสมหญิง เสรีวงศ์ จำเลย ป.อ. ม. 90 ป.พ.พ. ม. 1141 พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 ม. 42 (2)