ฎีกาที่ 9607/2544
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
แม้จะฟังว่าสิทธิการเช่าอาคารพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยกับจำเลยร่วมก็ตาม แต่การโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทก็หาใช่เป็นกรณีที่จำเลยและจำเลยร่วมจะต้องจัดการร่วมกันหรือจะต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยร่วมก่อน ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1476 (1) ถึง (8) ดังนั้น ย่อมเป็นอำนาจของจำเลยที่จัดการได้ตามลำพังโดยมิต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยร่วม ตาม ป.พ.พ.1476 วรรคสอง แม้จำเลยจะโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทให้โจทก์โดยจำเลยร่วมมิได้รู้เห็นยินยอมก็ตาม จำเลยร่วมก็ไม่อาจจะเพิกถอนการโอนดังกล่าวตาม ป.พ.พ.มาตรา 1480 ได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิการเช่าและเป็นผู้เช่าอาคารพิพาทโดยได้รับโอนมาจากจำเลยเพื่อชำระหนี้เงินกู้ที่จำเลยกู้ไปจากโจทก์ จำเลยยังคงอยู่อาศัยในอาคารพิพาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากอาคารพิพาทพร้อมส่งมอบคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากอาคารพิพาท จำเลยให้การว่า อาคารพิพาทเป็นของวัดโสมนัสวรวิหาร เดิมวัดโสมนัสวรวิหารได้ให้นายธีรวัฒน์ สุขธีรศักดิ์ชัย เป็นผู้มีสิทธิการเช่า ต่อมานายธีรวัฒน์ได้โอนสิทธิการเช่าให้แก่นายจำเลียง พบพิพักตร์ สามีจำเลยและจำเลยมีสิทธิการเช่าร่วมกัน สิทธิการเช่าอาคารพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่จำเลยและสามีได้มาในระหว่างสมรส เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2534 จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 150,000 บาท โดยนายจำเลียงไม่ทราบ โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน ทบเข้ากับต้นเงินจึงกลายเป็นเงินกู้ใหม่จำนวน 900,000 บาท ซึ่งเป็นมูลหนี้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์เกรงว่าจะไม่ได้รับเงินกู้ดังกล่าวคืนจึงให้จำเลยโอนสิทธิการเช่าดังกล่าวให้แก่โจทก์ไว้เป็นการค้ำประกันแม้สามีจำเลยไม่ทราบเรื่องด้วยโจทก์ก็ยินยอม เพราะโจทก์ต้องการเพียงไม่ให้จำเลยและนายจำเลียงโอนสิทธิการเช่าให้บุคคลอื่น ทั้งนี้จำเลยยังคงอาศัยในอาคารพิพาทมาโดยตลอด โจทก์จำเลยมิได้ประสงค์จะโอนสิทธิการเช่าต่อกันอย่างแท้จริง การโอนสิทธิการเช่าจึงเป็นการทำขึ้นเพื่ออำพรางหรือเป็นประกันหนี้เงินกู้ โจทก์จึงนำสิทธิการเช่าอาคารพิพาทที่จำเลยโอนให้ไว้เป็นประกันหนี้เงินกู้มาฟ้องไม่ได้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาสืบพยานโจทก์ นายจำเลียง พบพิพักตร์ ยื่นคำร้องสอดว่า ผู้ร้องเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยและเป็นเจ้าของสิทธิการเช่าอาคารพิพาทร่วมกับจำเลย อันเป็นสินสมรสโดยเซ้งมาจากนายธีรวัฒน์ สุขธีรศักดิ์ชัย ผู้เช่าเดิมเมื่อปี 2534 ในราคา 850,000 บาท เมื่อเดือนกันยายน 2537 ทราบว่าจำเลยถูกโจทก์ฟ้องขับไล่เป็นคดีนี้ โดยจำเลยแจ้งให้ทราบว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์และโจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดและดอกเบี้ยทบต้น การกู้ยืมเงินดังกล่าวจำเลยมิได้บอกให้จำเลยร่วมทราบ ต่อมาจำเลยไม่สามารถชำระหนี้ได้ โจทก์ให้จำเลยทำสัญญาโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทเป็นประกันการกู้ยืมเงินโดยโจทก์รับรองว่าจะโอนสิทธิการเช่าคืนให้และจำเลยยังคงอยู่อาศัยในอาคารพิพาทตลอดมา ซึ่งจำเลยไม่มีสิทธิโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทอันเป็นสินสมรสให้แก่โจทก์โดยลำพัง หนี้เงินกู้ของจำเลยไม่ผูกพันผู้ร้องเพราะจำเลยมิได้นำมาใช้จ่ายใน ครอบครัว การอุปการะเลี้ยงดู การรักษาพยาบาลและการศึกษาของบุตร การโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทเป็นนิติกรรมอำพรางเป็นโมฆียะ ผู้ร้องขอถือเอาคำร้องนี้เป็นการบอกล้างนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาท นิติกรรมดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียและเพื่อยังให้ได้รับความรับรองคุ้มครองและบังคับตามสิทธิของผู้ร้องที่มีอยู่จึงขออนุญาตเข้ามาสู้คดีกับโจทก์และฟ้องแย้งให้บังคับโจทก์โอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทคืนให้แก่จำเลยและผู้ร้อง หากไม่โอนหรือโอนไม่ได้ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นจำเลยร่วม โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยร่วมได้หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับจำเลยแล้ว อีกทั้งมิได้เป็นเจ้าของรวมในสิทธิการเช่าอาคารพิพาท จำเลยได้เซ้งสิทธิการเช่ามาจากนายธีรวัฒน์ สุขธีรศักดิ์ชัย ด้วยเงินส่วนตัวของจำเลยเอง อย่างไรก็ตามเมื่อสิทธิการเช่าอาคารพิพาทโอนมายังโจทก์แล้ว จำเลยร่วมก็ไม่เคยโต้แย้งคัดค้าน โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยโดยอาศัยสัญญาประนีประนอมยอมความที่จำเลยทำไว้กับโจทก์หาใช่สัญญาโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทให้เป็นประกันไม่ และจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์เพื่อการใช้จ่ายใน ครอบครัว ของจำเลยจึงผูกพันจำเลยร่วม การโอนสิทธิการเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นนิติกรรมอำพราง ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากอาคารพิพาท และให้ใช้ค่าเสียหายเป็นเงินเดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินและส่งมอบอาคารพิพาทดังกล่าวให้แก่โจทก์ ยกฟ้องแย้งของจำเลยร่วม จำเลยร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยร่วมฎีกา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์และจำเลยร่วมต่างถึงแก่กรรม นายเกาะ เจริญยนต์วัฒนา ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ และขอให้หมายเรียกจำเลย ซึ่งเป็นทายาทจำเลยร่วมเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยร่วม ศาลฎีกาอนุญาต ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จะฟังว่าสิทธิการเช่าอาคารพิพาทซึ่งจำเลยเช่าจากวัดโสมนัสวรวิหารเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยกับจำเลยร่วมก็ตาม แต่การโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทก็หาใช่เป็นกรณีที่จำเลยและจำเลยร่วมจะต้องจัดการร่วมกันหรือจะต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยร่วมก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 (1) ถึง (8) ดังนั้น ย่อมเป็นอำนาจของจำเลยที่จัดการได้ตามลำพังโดยมิต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 วรรสอง แม้จำเลยจะโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทให้โจทก์โดยจำเลยร่วมมิได้รู้เห็นยินยอมก็ตาม จำเลยร่วมก็ไม่อาจจะเพิกถอนการโอนดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 พิพากษายืน. นายสวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์ ผู้ช่วยฯ นางสาวพัชรินทร์ ธวัชชัยนันท์ ย่อ นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ นายกีรติ กาญจนรินทร์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9607/2544 นางพยุง เจริญวัฒนา ฯ นางสมบูรณ์ พบพิพักตร์ นายจำเลียง พบพิพักตร์ ป.พ.พ. ม. 1476 ถ (1) , ม. 1476 วรรคสอง , ม. 1480