ฎีกาที่ 9518/2544
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
การพิจารณาว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 หรือไม่ ต้องพิจารณาว่ามีเหตุอันสมควรที่นายจ้างจะเลิกจ้างหรือไม่ ซึ่งเหตุดังกล่าวอาจเกิดขึ้นจาก การกระทำของลูกจ้างหรือเหตุอื่นที่ไม่ใช่การกระทำความผิดของลูกจ้างก็ได้ ช.กับพวกเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และเป็นสมาชิกสหภาพ แรงงาน ช.กล่าวหาโจทก์ว่าปฏิบัติตัวไม่เหมาะสมกับตำแหน่งเลขานุการสหภาพ แรงงาน โจทก์ไม่พอใจ จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นนายจ้างเคยเรียกโจทก์และ ช.กับพวกไปตักเตือนให้เลิกแล้วต่อกันเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 แต่ตกลงกันไม่ได้ ทำให้พนักงานภายในโรงงานของจำเลยที่ 1 แบ่งเป็น 2 ฝ่าย เมื่อโจทก์ได้ฟ้อง ช.กับพวกต่อศาลในข้อหาหมิ่นประมาทแล้ว พนักงานในบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ก็จับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์และไม่ยอมทำงาน ก่อให้เกิดความไม่สงบ รวมทั้งเป็นปัญหาและอุปสรรคใน การดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 แม้จะฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้ชักชวนให้พนักงานของจำเลยที่ 1 แบ่งเป็น 2 ฝ่าย หรือ จับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์และไม่ทำงานอันเป็นความผิดตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ความไม่สงบรวมทั้งปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 และความเสียหายดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะความขัดแย้งของโจทก์และ ช.กับพวก และไม่ทราบว่าจะยุติลงเมื่อใด การที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์รวมทั้ง ช. กับพวกเพราะความจำเป็นอันเนื่องมาจากเหตุดังกล่าวเพื่อให้กิจการของจำเลยที่ 1 ดำรงคงอยู่ต่อไป นับได้ว่ามีเหตุอันสมควร มิใช่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามจ่ายเงินบำเหน็จจำนวน 187,500 บาท ค่าชดเชย จำนวน 150,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามจงใจไม่ยอมจ่ายเงินดังกล่าวให้โจทก์ โดยปราศจากเหตุผลตามสมควร จึงต้องรับผิดจ่ายเงินเพิ่มอัตรา ร้อยละ 15 ทุกระยะเวลา 7 วัน ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่และอัตราค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดิม หากไม่สามารถรับกลับเข้าทำงานได้ให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 1,620,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาล แรงงาน กลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินบำเหน็จจำนวน 86,257.50 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงินดังกล่าว ค่าชดเชยจำนวน 49,290 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย อัตราร้อยละสิบห้าต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2538 (วันเลิกจ้าง) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 100,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นเพียงกรรมการไม่ต้อง รับผิดเป็นส่วนตัวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1101 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า การพิจารณาว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม อันเป็นเหตุให้นายจ้างต้องชดใช้ ค่าเสียหายให้แก่ลูกจ้างตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 นั้น ต้องพิจารณาว่ามีเหตุอันสมควรที่นายจ้างจะเลิกจ้างหรือไม่ ซึ่งเหตุดังกล่าวอาจเกิดขึ้นจากการกระทำของลูกจ้างหรือเหตุอื่นที่ไม่ใช่การกระทำความผิดของลูกจ้างก็ได้ คดีนี้ศาล แรงงาน กลางฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อเดือนมกราคม 2538 นายชัยรัตน์กับพวก ซึ่งเป็นพนักงานของบริษัท จำเลยที่ 1 และเป็นสมาชิกสหภาพ แรงงาน อุตสาหกรรมฟอกย้อมแห่งประเทศไทยกล่าวหาว่าโจทก์ปฏิบัติตัวไม่เหมาะสมกับตำแหน่งเลขานุการสหภาพ แรงงาน อุตสาหกรรมฟอกย้อมแห่งประเทศไทย โจทก์ไม่พอใจ จำเลยที่ 3 ซึ่งได้รับมอบหมายจากกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เคยเรียกโจทก์และนายชัยรัตน์กับพวกไปตักเตือนให้เลิกแล้วต่อกันเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 แต่ตกลงกันไม่ได้ ทำให้พนักงานภายในโรงงานของ จำเลยที่ 1 แบ่งเป็น 2 ฝ่าย และโจทก์ได้ฟ้องนายชัยรัตน์กับพวกต่อศาลชั้นต้นในข้อหาหมิ่นประมาท เมื่อโจทก์ฟ้องคดีดังกล่าวแล้ว พนักงานในบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ก็จับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์และไม่ยอมทำงาน เหตุการณ์ดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดความไม่สงบ รวมทั้งเป็นปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 ดังนั้น แม้จะฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้ชักชวนให้พนักงานของจำเลยที่ 1 แบ่งเป็น 2 ฝ่าย หรือจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์และไม่ทำงานอันเป็นความผิดตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ความไม่สงบ รวมทั้งปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 และความเสียหายดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะความขัดแย้งของโจทก์และนายชัยรัตน์กับพวก ดังกล่าว แม้จำเลยที่ 3 จะเคยเรียกโจทก์และนายชัยรัตน์กับพวกไปตักเตือนให้เลิกแล้วต่อกัน อันจะเป็นผลให้ข้อขัดข้องและอุปสรรคในการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวกลับคืนสู่สภาวะปกติ แต่ก็ไม่เป็นผล เนื่องจากโจทก์และนายชัยรัตน์กับพวกไม่ยอมเชื่อฟังและโจทก์ยังยื่นฟ้องนายชัยรัตน์กับพวกต่อศาลชั้นต้นในข้อหาหมิ่นประมาทย่อมเป็นธรรมดาอยู่เองที่ทำให้ความบาดหมางของทั้งสองฝ่ายอันเป็นต้นเหตุให้ข้อขัดข้องและอุปสรรคในการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 เพิ่มมากขึ้น และไม่ทราบว่าจะยุติลงเมื่อใด ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์รวมทั้งนายชัยรัตน์กับพวกเพราะความจำเป็นอันเนื่องมาจากเหตุดังกล่าว เพื่อให้กิจการของจำเลยที่ 1 ดำรงอยู่ต่อไป จึงนับได้ว่ามีเหตุอันสมควร ที่จำเลยที่ 1 จะเลิกจ้างโจทก์ มิใช่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายจำนวน 100,000 บาท ตามคำวินิจฉัยของศาล แรงงาน กลาง อุทธรณ์ในส่วนนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ต้องร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 100,000 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาล แรงงาน กลาง . ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9518/2544 นายสงัด พวงร้อย โจทก์ บริษัทพัตราภรณ์ไทยการย้อม จำกัด กับพวก จำเลย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49