ฎีกาที่ 9347/2544
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
พ.ร.บ. จัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง มีเจตนาให้การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในศาล แรงงาน เป็นไปโดยประหยัด สะดวก รวดเร็ว และเที่ยงธรรม จึงให้ศาล แรงงาน กำหนดประเด็นข้อพิพาทและกำหนดวันสืบพยานไปทันทีในวันใดก็ได้ หาจำต้องกำหนดไม่น้อยกว่าสิบวันนับแต่วันชี้สองสถานดังเช่นที่ ป.วิ.พ. กำหนดไว้ไม่ ทั้งการกำหนดประเด็นข้อพิพาทในคดี แรงงาน ก็เป็นอำนาจและดุลพินิจของศาล แรงงาน โดยเฉพาะ และเมื่อกำหนดประเด็นข้อพิพาทไปแล้วก็ไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดให้ศาล แรงงาน ต้องชี้ขาด คำคัดค้านการกำหนดประเด็นข้อพิพาทของคู่ความก่อนวันสืบพยาน เพราะการกำหนดให้ชี้ขาดก่อนเช่นนั้นทำให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปโดยล่าช้า ทำให้คู่ความไม่ได้รับความเที่ยงธรรมได้ การที่ศาล แรงงาน กลางใช้ดุลพินิจ สั่งให้รวมคำคัดค้านของจำเลยไว้ในสำนวนคดีความโดยไม่ชี้ขาดคำคัดค้านก่อนว่าควรเปลี่ยนแปลงการกำหนดประเด็นข้อพิพาทหรือไม่จึงหาเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบไม่ สัญญาจ้างระบุว่า อ. เป็นลูกจ้างของโจทก์ ทดลองงานเป็นระยะเวลาไม่เกิน 120 วัน และต้องทำงานให้โจทก์เป็นระยะเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 24 เดือน หมายความว่าระยะเวลา 120 วันแรกเป็นระยะทดลองงาน เมื่อพ้นระยะ ทดลองงานแล้ว อ. ต้องทำงานให้โจทก์ต่อไปอีก ซึ่งนับรวมกับระยะทดลองงานแล้วต้องไม่น้อยกว่า 24 เดือน โดยสัญญาไม่ได้กำหนดวันสิ้นสุดสัญญาจ้างไว้ จึงเป็นสัญญาจ้างที่ยังไม่มีกำหนดระยะเวลา ในสัญญาค้ำประกัน ก็กำหนดไว้ชัดแจ้งว่าสัญญาค้ำประกันมีผลบังคับตลอดระยะเวลาที่ อ. ทำงานกับโจทก์ไม่ว่าตำแหน่งหน้าที่ใด ๆ ที่โจทก์กำหนดและระยะเวลาทำงานนานเท่าใด โดยจำเลยซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจะไม่บอกเลิกสัญญาจนกว่าจะได้มีการหาบุคคลอื่นที่มีหลักฐานมั่นคงและโจทก์เห็นชอบให้เป็นผู้ค้ำประกันแทนได้เรียบร้อยแล้ว สัญญาค้ำประกันจึงหาได้ให้มีผลเพียงชั่วระยะเวลาทดลองงาน 120 วัน ไม่ ทั้งจำเลยก็มิได้หาบุคคลอื่นมาเป็นผู้ทำสัญญาค้ำประกันแทน โดยความเห็นชอบของโจทก์ จำเลยจึงต้องผูกพันรับผิดตามสัญญาค้ำประกันตลอดระยะเวลาที่ อ. ทำงานกับโจทก์จนถึง วันที่ อ. ลาออก และต้องรับผิดต่อความเสียหายที่ อ.ได้ก่อให้เกิดขึ้นแก่โจทก์ตั้งแต่เริ่มทำงานจนถึงวันลาออกจากงาน โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดชดใช้เงินที่ อ. ลูกจ้างของโจทก์ยักยอกไปหรือให้ชดใช้เงินที่ อ.ก่อให้เกิดความ เสียหายต่อโจทก์เพราะการผิดสัญญาจ้าง แรงงาน เป็นการฟ้องเรียกเงินของโจทก์คืนจากผู้ยักยอกและจำเลยต้องรับผิดชดใช้คืนในฐานะผู้ค้ำประกัน จึงมีอายุความฟ้องเอาคืนได้ภายในกำหนด 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 นับแต่วัน ยักยอกถึงวันฟ้องยังไม่เกิน 10 ปี คดีไม่ขาดอายุความ
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันการทำงานของนายอธิวัฒน์ พิทักษ์เขตอรัญ ลูกจ้างโจทก์จำนวน 63,583 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 46,773 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาล แรงงาน กลางพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า นายอธิวัฒน์ พิทักษ์เขตอรัญ ทำงานเป็น ลูกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2539 โดยมีจำเลยเป็นผู้ค้ำประกันระหว่างทำงานนายอธิวัฒน์ยักยอกเงินค่าเบี้ยประกันภัยจำนวน 20,000 บาท และค่าอะไหล่รถยนต์จำนวน 20,273 บาท ของลูกค้าที่ชำระแก่โจทก์ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว และลาออกเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2540 พร้อมกับทำหนังสือรับสภาพหนี้และขอผ่อนชำระตามเอกสารหมาย จ.6 แต่นายอธิวัฒน์ผิดนัดไม่ยอมชำระ ซึ่งตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4 ระบุให้โดยต้องผูกพันตามสัญญาค้ำประกันตลอดเวลาที่นายอธิวัฒน์ยังคงทำงานกับโจทก์โดยไม่จำกัดจำนวนต่อความเสียหาย ทั้งปวงที่นายอธิวัฒน์ได้กระทำ เมื่อจำเลยไม่ยอมชำระค่าเสียหายจำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ไม่ปรากฏวันทวงถามอันจะถือเป็น วันผิดนัดจึงให้คิดตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป คดีไม่ขาดอายุความ พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 46,773 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดี แรงงาน วินิจฉัยว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยคัดค้านการกำหนดประเด็นข้อพิพากษาของ ศาล แรงงาน กลาง แต่ศาล แรงงาน กลางมิได้ชี้ขาดคำคัดค้านของจำเลยก่อนวันนัดสืบพยาน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 183 วรรคสี่ (ที่ถูกวรรคสาม) และ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 นั้น เห็นว่า การกำหนดประเด็น ข้อพิพาทในคดี แรงงาน นั้นพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แรงงาน แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 39 ได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะและชัดแจ้งครบถ้วนแล้วไม่อาจจะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 183 วรรคสาม มาใช้บังคับแก่กรณีนี้ได้อีก ซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าในกรณีมีประเด็นที่ยังไม่อาจตกลงกันหรือไม่อานประนีประนอมยอมความกันให้ศาล แรงงาน จดประเด็นข้อพิพาทและบันทึกคำแถลงของโจทก์กับคำให้การของจำเลยอ่านให้คู่ความฟัง และลงลายมือชื่อไว้โดย จะระบุให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำพยานมาสืบก่อนหรือหลังก็ได้ แล้วให้ศาล แรงงาน กำหนดวันสืบพยานไปทันที บทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนาให้การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในศาล แรงงาน เป็นไปโดยประหยัด สะดวก รวดเร็ว และเที่ยงธรรม จึงให้ศาล แรงงาน กำหนดประเด็นข้อพิพาทและกำหนดวันสืบพยานไปทันทีในวันใดก็ได้ หาจำต้องกำหนดไม่น้อยกว่าสิบวันนับแต่วันชี้สองสถานดังเช่นที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งกำหนดไว้ไม่ ทั้งการกำหนดประเด็นข้อพิพาทในคดี แรงงาน ก็เป็นอำนาจและดุลพินิจของศาล แรงงาน โดยเฉพาะ และเมื่อกำหนดประเด็นข้อพิพาทไปแล้วก็ไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดให้ศาล แรงงาน ต้องชี้ขาดคำคัดค้านการกำหนดประเด็นข้อพิพาทของคู่ความก่อนวันสืบพยาน เพราะการกำหนดให้ชี้ขาดก่อนเช่นนี้ทำให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปโดยล่าช้า ทำให้คู่ความไม่ได้รับความเที่ยงธรรมได้ การที่ศาล แรงงาน กลางใช้ดุลพินิจสั่งให้รวมคำคัดค้านของจำเลยไว้ในสำนวนคดีความโดยไม่ชี้ขาด คำคัดค้านก่อนว่าควรเปลี่ยนแปลงการกำหนดประเด็นข้อพิพาทหรือไม่นั้นจึงหาเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ ไม่ชอบดังที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า สัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.3 เป็นสัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาเฉพาะในช่วงเวลาระหว่างที่นายอภิวัฒน์ทดลองงาน 120 วัน เท่านั้น สัญญาค้ำประกันจึงไม่ผูกพันจำเลยต่อความเสียหาย ที่เกิดขึ้นหลังจากระยะเวลาดังกล่าวนั้น เห็นว่า แม้สัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 1 ระบุว่านายอธิวัฒน์เป็นลูกจ้างทดลองงานเป็นระยะเวลาไม่เกิน 120 วัน แต่ข้อ 5 ก็ระบุว่านายอธิวัฒน์ต้องทำงานให้โจทก์เป็นระยะติดต่อกันไม่น้อยกว่า 24 เดือน โดยไม่ได้กำหนดวันสิ้นสุดสัญญาจ้างไว้ ดังนั้นสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.3 จึงเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาโดยระบุให้ 120 วันแรก เป็นระยะเวลาทดลองงาน เมื่อพ้นระยะเวลาทดลองงานแล้วนายอธิวัฒน์ต้องทำงานให้โจทก์ต่อไปซึ่งเมื่อนับรวมกับระยะทดลองงานแล้วต้องไม่น้อยกว่า 24 เดือน ในสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 3 ก็กำหนดไว้ชัดแจ้งว่าสัญญาค้ำประกันมีผลบังคับตลอดระยะเวลาที่นายอธิวัฒน์ทำงานกับโจทก์ไม่ว่าตำแหน่งหน้าที่ใด ๆ ที่โจทก์กำหนดและระยะเวลาทำงานเท่าใด โดยจำเลยซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจะไม่บอกเลิกสัญญาจนกว่าจะได้มีการกาบุคคลอื่นทีมีหลักฐานมั่งคงและโจทก์เห็นชอบให้เป็นผู้ค้ำประกันแทนได้เรียบร้อยแล้ว สัญญาค้ำประกันจึงหาได้ให้มีผลเพียงชั่วระยะเวลาทดลองงาน 120 วัน ดังจำเลยอุทธรณ์ไม่ ทั้งจำเลยก็มิได้หาบุคคลอื่นมาเป็นผู้ทำสัญญา ค้ำประกันแทนโดยความเห็นชอบของโจทก์ จำเลยจึงต้องผูกพันรับผิดตามสัญญาค้ำประกันตลอดระยะเวลาที่นายอธิวัฒน์ทำงานกับโจทก์จนถึงวันที่นายอธิวัฒน์ลาออก และต้องรับผิดต่อความเสียหายที่นายอธิวัฒน์ได้ก่อให้เกิดขึ้นแก่โจทก์ตั้งแต่เริ่มทำงานถึงวันลาออกจากงานและที่จำเลยอุทธรณ์ว่า คดีขาดอายุความนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิด ชดใช้เงินที่นายอธิวัฒน์ลูกจ้างของโจทก์ยักยอกไปหรือให้ชดใช้เงินที่นายอธิวัฒน์ก่อให้เกิดความเสียหายต่อโจทก์เพราะการผิดสัญญาจ้าง แรงงาน ซึ่งเป็นการฟ้องเรียกเงินของโจทก์คืนจากผู้ยักยอกและจำเลยต้องรับผิดชดใช้คืน ในฐานะผู้ค้ำประกัน จึงมีอายุความฟ้องเอาคืนได้ภายในกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 นับแต่วันยักยอกถึงวันฟ้องยังไม่เกิน 10 ปี คดีไม่ขาดอายุความ อุทธรณ์ของจำเลยดังวินิจฉัยมาข้างต้นทุกข้อฟังไม่ขึ้น ? พิพากษายืน . ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9347/2544 บริษัทอีซูซุหาดใหญ่ จำกัด โจทก์ นางสาวกรวรรณ ทองมาก จำเลย ป.พ.พ. ม. 193/30 , ม. 680 ป.วิ.พ. ม. 183 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 39 วรรคหนึ่ง