ฎีกาที่ 9528/2544
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
ตามบทบัญญัติมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล ล้มละลาย และวิธีพิจารณาคดี ล้มละลาย ฯ การที่จะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาใช้ในคดี ล้มละลาย ได้ก็ต่อเมื่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล ล้มละลาย และวิธีพิจารณาคดี ล้มละลาย ฯ พระราชบัญญัติ ล้มละลาย ฯ และข้อกำหนดคดี ล้มละลาย มิได้บัญญัติหรือกำหนดไว้โดยเฉพาะและนำมาใช้โดยอนุโลม ตามสภาพลักษณะของคดี ล้มละลาย ที่ให้พิจารณาเป็นการด่วนเกี่ยวกับการทราบนัดหรือกระบวนพิจารณาของแต่ละนัด พระราชบัญญัติจัดตั้งศาล ล้มละลาย และวิธีพิจารณาคดี ล้มละลาย ฯ มาตรา 15 บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วจึงไม่นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาใช้บังคับ ดังนั้น ในวันนัดสืบพยานโจทก์ วันที่ 2 พฤษภาคม ซึ่งศาล ล้มละลาย กลางสั่งงดสืบพยานจำเลยและนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาในวันที่ 12 พฤษภาคมแม้ฝ่ายจำเลยไม่มา ศาลก็ต้องถือว่าจำเลยได้ทราบคำสั่งศาล ล้มละลาย กลางดังกล่าวแล้ว ดังนี้ ในวันนัดฟังคำสั่ง หรือคำพิพากษาศาล ล้มละลาย กลางจึงอ่านคำสั่งหรือคำพิพากษาไปได้โดยไม่จำต้องแจ้งวันนัดให้จำเลยทราบอีก ส่วนที่จำเลยฎีกาเกี่ยวกับคำสั่งศาล ล้มละลาย กลางที่ให้งดสืบพยานโดยอ้างว่าจำเลยมีทรัพย์สินเพียงพอชำระหนี้จึงขอให้สืบพยานจำเลยต่อไป คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(2) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล ล้มละลาย และวิธีพิจารณาคดี ล้มละลาย ฯมาตรา 14 จำเลยชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ภายในกำหนด1 เดือนนับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดี ในคดีนี้จำเลยมิได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวหรือคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแต่จำเลยมากล่าวอ้างเหตุดังกล่าวในคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่และให้สืบพยานจำเลย จึงเป็นการล่วงเลยขั้นตอนแล้ว กรณีจึงถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาล ล้มละลาย กลางต้องห้ามมิให้อุทธรณ์และฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย พระราชบัญญัติจัดตั้งศาล ล้มละลาย และวิธีพิจารณาคดี ล้มละลาย ฯ มาตรา 14
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคล ล้มละลาย จำเลยไม่ยื่นคำให้การ ในวันนัดสืบพยานโจทก์นัดที่สองเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2543ฝ่ายจำเลยไม่มาศาลทนายโจทก์ส่งบันทึกถ้อยคำของนายนิคม เจตน์เจริญรักษ์แทนการสืบพยาน แล้วแถลงหมดพยาน ศาล ล้มละลาย กลางเห็นว่า แม้จำเลยเคยขอส่งประเด็นไปสืบที่ศาลจังหวัดภูเก็ตและได้ชำระค่าธรรมเนียมการส่งประเด็นไว้แล้ว แต่จำเลยมิได้ยื่นบัญชีพยานไว้จึงไม่อาจนำพยานเข้าสืบได้ ถือว่าจำเลยไม่ติดใจสืบพยานให้งดสืบพยานจำเลย และให้นัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาในวันที่ 12 พฤษภาคม 2543 เวลา 13 นาฬิกา ศาล ล้มละลาย กลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่และสืบพยานจำเลย ศาล ล้มละลาย กลางมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุตามกฎหมายที่จะยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าศาล ล้มละลาย กลางแจ้งวันนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาให้จำเลยทราบโดยชอบหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าในวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 2 พฤษภาคม2543 ศาล ล้มละลาย กลางสั่งงดสืบพยานจำเลยและให้นัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาในวันที่ 12 พฤษภาคม 2543 เวลา 13 นาฬิกา โดยไม่มีการแจ้งให้จำเลยทราบวันนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาต่อมาวันที่ 28มิถุนายน 2543 ทนายจำเลยมาตรวจสอบเรื่องราวที่ศาล ล้มละลาย กลางจึงได้ทราบว่า ศาล ล้มละลาย กลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้วนั้นเป็นกรณีที่จำเลยอ้างว่าศาลมิได้แจ้งวัดนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาให้จำเลยทราบเป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 140(3) เห็นว่า คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องขอให้จำเลย ล้มละลาย ต่อศาล ล้มละลาย กลาง ในการดำเนินกระบวนพิจารณาจึงต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติในส่วนของการนำกฎหมายมาใช้บังคับซึ่งในมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล ล้มละลาย และวิธีพิจารณาคดี ล้มละลาย พ.ศ. 2542 บัญญัติว่า"นอกจากที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ กระบวนพิจารณาในศาล ล้มละลาย ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วย ล้มละลาย และข้อกำหนดตามมาตรา 19 ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าว ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม" เช่นนี้การที่จะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้ในคดี ล้มละลาย ได้ก็ต่อเมื่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล ล้มละลาย และวิธีพิจารณาคดี ล้มละลาย พ.ศ. 2542 พระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ. 2483 และข้อกำหนดคดี ล้มละลาย มิได้บัญญัติหรือกำหนดไว้โดยเฉพาะและนำมาใช้โดยอนุโลมตามสภาพลักษณะของคดี ล้มละลาย ที่ให้พิจารณาเป็นการด่วน เกี่ยวกับการทราบนัดหรือกระบวนพิจารณาของแต่ละนัด พระราชบัญญัติจัดตั้งศาล ล้มละลาย และวิธีพิจารณาคดี ล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 15บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงไม่นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับและตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล ล้มละลาย และวิธีพิจารณาคดี ล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 15 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 90/11แห่งพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พุทธศักราช 2483 ให้ศาล ล้มละลาย ดำเนินการนั่งพิจารณาคดีติดต่อกันไปโดยไม่เลื่อนคดีจนกว่าจะเสร็จการพิจารณาเว้นแต่มีเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้และเมื่อเสร็จการพิจารณาคดีให้ศาล ล้มละลาย รีบทำคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยเร็ว ในกรณีที่คู่ความไม่มาศาลในนัดใดไม่ว่าจะได้รับอนุญาตจากศาลหรือไม่ให้ถือว่าคู่ความนั้นได้ทราบกระบวนพิจารณาของศาลในนัดนั้นแล้ว" ดังนั้น ในวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 2 พฤษภาคม 2543 ซึ่งศาล ล้มละลาย กลางสั่งงดสืบพยานจำเลยและนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาในวันที่ 12 พฤษภาคม2543 เวลา 13 นาฬิกาแม้ฝ่ายจำเลยไม่มาศาลก็ต้องถือว่าจำเลยได้ทราบคำสั่งศาล ล้มละลาย กลางดังกล่าวแล้วดังนี้ ในวันนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาศาล ล้มละลาย กลางจึงอ่านคำสั่งหรือคำพิพากษาไปได้โดยไม่จำต้องแจ้งวันนัดให้จำเลยทราบอีก ส่วนที่จำเลยฎีกาเกี่ยวกับคำสั่งศาล ล้มละลาย กลางที่ให้งดสืบพยาน โดยอ้างว่าจำเลยมีทรัพย์สินเพียงพอชำระหนี้จึงขอให้สืบพยานจำเลยต่อไป คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(2) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล ล้มละลาย และวิธีพิจารณาคดี ล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 14 จำเลยชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดี ในคดีนี้จำเลยมิได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวหรือคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด แต่จำเลยมากล่าวอ้างเหตุดังกล่าวในคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่และให้สืบพยานจำเลยจึงเป็นการล่วงเลยขั้นตอนแล้ว กรณีจึงถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาล ล้มละลาย กลาง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์และฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และ 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล ล้มละลาย และวิธีพิจารณาคดี ล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 14 ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ส่วนนี้ของจำเลยศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9528/2544 ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน โจทก์ นาย ธนัต ประทีป ณ ถลาง จำเลย ป.วิ.พ. ม. 225 , ม. 226 , ม. 249