ฎีกาที่ 8047/2544
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
อำนาจฟ้องในคดีอาญาเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้หยิบยกขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 เมื่อโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ซึ่งมีคำพิพากษาให้ ล้มละลาย แล้ว จึงทำให้บริษัทโจทก์เป็นอันเลิกกันโดยบทบัญญัติของ ป.พ.พ. มาตรา 1236 (5) และโจทก์ย่อมหมดอำนาจที่จะทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์ต่อไปอีก การจัดการรวมทั้งการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์ย่อมตกอยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะจัดการแต่ผู้เดียว ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 , 24 ทั้งมาตรา 1247 ก็บัญญัติไว้ว่า การชำระบัญชีบริษัทจำกัดซึ่ง ล้มละลาย นั้น ให้จัดทำไปตามบทกฎหมาย ล้มละลาย ที่คงใช้อยู่ตามแต่จะทำได้ ดังนั้นกรรมการบริษัทโจทก์จึงไม่กลับมีอำนาจทำการแทนบริษัทโจทก์ได้อีกโดยอาศัยอำนาจตาม ป.พ.พ. มาตรา 1249 เพราะมาตรา 1251 ก็ระบุเป็นข้อยกเว้นไว้แล้วว่าบริษัทในเมื่อเลิกกันเพราะเหตุอื่นนอกจาก ล้มละลาย กรรมการของบริษัทย่อมเข้าเป็นผู้ชำระบัญชี คดีนี้บริษัทโจทก์เลิกกันเพราะเหตุ ล้มละลาย กรรมการบริษัทโจทก์จึงไม่ใช่ผู้ชำระบัญชีและไม่มีอำนาจมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้ตามมาตรา 1252
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 55437 เนื้อที่ 1 งาน 44 ตารางวา เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2540 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปในที่ดินแปลงดังกล่าวของโจทก์ด้านทิศตะวันออกเพื่อครอบครองและใช้เป็นที่อยู่อาศัย โดยมีเจตนาเพื่อถือการครอบครองที่ดินของโจทก์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 , 362 , 365 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (3) วางโทษจำคุก 9 เดือน จำเลยนำสืบรับว่าได้เข้ายึดถือครอบครองที่ดินของโจทก์จริง เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะมิได้หยิบยกปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องอำนาจฟ้องคดีอาญา อันเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยจึงมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 โดยข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ประกอบคำเบิกความของนายมานพ พลจันทร์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่า ศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์โจทก์เด็ดขาดเมื่อปี 2526 และมีคำพิพากษาให้โจทก์ ล้มละลาย เมื่อปี 2528 ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ล. 320/2526 ดังนั้น เมื่อโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ซึ่งมีคำพิพากษาให้ ล้มละลาย แล้วจึงทำให้บริษัทโจทก์เป็นอันเลิกกันโดยบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1236 (5) และโจทก์ย่อมหมดอำนาจที่จะทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์ต่อไปอีก การจัดการรวมทั้งการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์ย่อมตกอยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะจัดการแต่ผู้เดียวตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 และมาตรา 24 ทั้งเมื่อบริษัทโจทก์เป็นอันเลิกกันเพราะเหตุ ล้มละลาย ดังกล่าวแล้ว จึงทำให้อำนาจของกรรมการบริษัทโจทก์ย่อมหมดสิ้นไปด้วย อำนาจและหน้าที่ที่จะทำแทนบริษัทโจทก์ตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ต่อมาเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2541 ในระหว่างที่บริษัทโจทก์ ล้มละลาย นายสุธี นันทิวัชรินทร์ และนางฤดี ศุขสวัสดิ ณ อยุธยา ซึ่งเคยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนโจทก์ก่อนบริษัทโจทก์ ล้มละลาย ร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทโจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจให้นายมานพเป็นผู้รับมอบอำนาจฟ้องคดีนี้ เห็นได้ว่าขณะนายสุธีและนางฤดีลงลายมือชื่อมอบอำนาจให้นายมานพฟ้องคดีนี้นั้น ทั้งนายสุธีและนางฤดีมิได้อยู่ในฐานะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจและหน้าที่ที่จะทำการแทนบริษัทโจทก์ได้อีกแล้ว นายสุธีและนางฤดีจึงไม่มีอำนาจที่จะมอบอำนาจให้นายมานพเป็นผู้ฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ได้ นายมานพจึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ ที่โจทก์แก้ฎีกาอ้างว่า แม้บริษัทโจทก์จะ ล้มละลาย แต่ยังไม่มีการชำระบัญชีและยังไม่ตั้งผู้ชำระบัญชี บริษัทโจทก์จึงยังไม่เลิกกันนั้น เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1249 จะบัญญัติว่า บริษัทแม้จะได้เลิกกันแล้วก็ให้พึงถือว่ายังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชี แต่มาตรา 1247 ก็บัญญัติไว้ว่า การชำระบัญชีบริษัทจำกัดซึ่ง ล้มละลาย นั้น ให้จัดทำไปตามบทกฎหมายลักษณะ ล้มละลาย ที่คงใช้อยู่ตามแต่จะทำได้ คือให้อำนาจจัดการทรัพย์สินตลอดจนการชำระบัญชีของบริษัทโจทก์ที่ ล้มละลาย รวมทั้งการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์ตกอยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียว ไม่ทำให้นายสุธีและนางฤดีกรรมการบริษัทโจทก์กลับมีอำนาจทำการแทนบริษัทโจทก์ได้อีกโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1249 เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1251 ก็ระบุเป็นข้อยกเว้นไว้แล้วว่า บริษัทในเมื่อเลิกกันเพราะเหตุอื่นนอกจาก ล้มละลาย กรรมการของบริษัทย่อมเข้าเป็นผู้ชำระบัญชี คดีนี้บริษัทโจทก์เลิกกันเพราะเหตุ ล้มละลาย กรรมการบริษัทโจทก์คือนายสุธีและนางฤดีจึงหาใช่ผู้ชำระบัญชีตามบทบัญญัติของกฎหมายมาตราดังกล่าว จึงไม่มีอำนาจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1252 ที่บัญญัติให้กรรมการบริษัทมีอำนาจโดยตำแหน่งเดิมฉันใด เมื่อเป็นผู้ชำระบัญชีก็ยังคงมีอำนาจอยู่ฉันนั้น เมื่อนายมานพไม่มีอำนาจฟ้องแทนโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ คดีจึงไม่มีความจำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยข้ออื่นต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8047/2544 บริษัทสุชาต์ธนกิจ จำกัด โจทก์ นายเสา สีดาจัน จำเลย ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง , ม. 225 ป.พ.พ. ม. 1236 (5) , ม. 1247 , ม. 1249 , ม. 1251 , ม. 1252 พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 , ม. 24