ฎีกาที่ 9701/2544
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/5 บัญญัติว่าในกรณีที่ผู้กระทำผิดซึ่งต้องรับโทษตามหมวด 4 เป็นนิติบุคคล กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการหรือผู้แทนของนิติบุคคลนั้นต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ ด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้ยินยอมหรือมีส่วนในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น แม้คดีนี้จำเลยที่ 3 จะมีอาชีพค้าขายก๋วยเตี๋ยวมิได้ประกอบกิจการค้าอื่น แต่จำเลยที่ 3 ยินยอมให้ น. พี่ชายนำสำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนไปจดทะเบียนเป็นห้างจำเลยที่ 2 โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างดังกล่าว และยื่นคำขอเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีเมื่อมีการขายสินค้าหรือบริการ โดยใช้บ้านพักของตนเป็นสถานประกอบการโดยไม่ปรากฏว่าได้มีการประกอบกิจการตามที่ได้มีการจดทะเบียนไว้แต่อย่างใด ดังนี้ การกระทำของจำเลยที่ 3 ดังกล่าว ถือได้ว่าได้ยินยอมหรือมีส่วนในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ในการออกใบกำกับภาษี โดยไม่มีสิทธิจะออกโดยเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่มอันเป็นความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/5 ประกอบด้วย มาตรา 90/4 (3) และ (6) จำเลยที่ 1 และที่ 4 ได้ร่วมกันออกใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มของหลายบริษัทโดยไม่มีสิทธิออกเนื่องจากไม่มีการ ซื้อขาย สินค้ากันจริง โดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 4 ได้ออกใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มของแต่ละบริษัทห้างร้านต่าง ๆ ต่างวาระกันอีกด้วย ถือได้ว่าเป็นการกระทำต่างกรรมต่างเจตนากันจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลรัษฎากร พ.ศ.2481 มาตรา 77/1 , 82/3 , 86 , 86/13 , 90/4 , 90/5 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 , 91 และสั่งคืนของกลางแก่กรมสรรพากรเพื่อใช้ในการดำเนินคดีแพ่งต่อไป จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลรัษฎากร พ.ศ.2481 มาตรา 90/4 (ที่ถูก 90/4 (3) และ (6)) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 จำนวน 200,000 บาท ส่วนการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เป็นความผิดกรรมเดียว ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามฟ้องโจทก์ข้อ 2.2 (ที่ถูกคือ ข้อ 2) จำคุก 2 ปี ลงโทษจำเลยที่ 3 ตามฟ้องโจทก์ข้อ 2.3 (ที่ถูกคือ ข้อ 3) จำคุก 2 ปี ลงโทษจำเลยที่ 4 ตามฟ้องโจทก์ข้อ 2.4 (ที่ถูกคือ ข้อ 4) จำคุก 2 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ในความผิดตามฟ้องโจทก์ข้ออื่น ๆ หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 คืนของกลางแก่กรมสรรพากรเพื่อใช้ในการดำเนินคดีแพ่งต่อไป จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า บริษัทนพรัตน์พาณิชย์ จำกัด จำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 4494/2538 ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษไปแล้วมีนายนพรัตน์ สงค์ไพรสณท์ จำเลยในคดีเดียวกันและศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษไปแล้วเป็นกรรมการผู้จัดการมีอำนาจกระทำการแทนและบริษัทนี้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม บริษัทอีชิกาว่า (ไทยแลนด์) จำกัด จำเลยในคดีเดียวกันและศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษไปแล้ว มีจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้จัดการมีอำนาจกระทำการแทน ต่อมาเปลี่ยนเป็นนายนพรัตน์ บริษัทนี้ก็เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ห้างหุ้นส่วนจำกัดโดมจินดาน้ำปลาแซบ จำเลยที่ 2 มีจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการมีอำนาจกระทำการแทนและเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย จำเลยที่ 1 และที่ 3 โดยส่วนตัวแล้วมิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยและมิใช่ผู้มีสิทธิออกใบกำกับภาษี คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 1 ได้ร่วมกับบริษัทอีชิกาว่า (ไทยแลนด์) จำกัด และจำเลยที่ 3 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 ออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออกเนื่องจากไม่มีการ ซื้อขาย สินค้ากันจริง โดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่มตามฟ้องข้อ 2 และ 3 ตามลำดับหรือไม่ เพื่อความสะดวกในการวินิจฉัยขอแยกพิจารณาเป็นรายบุคคลดังนี้? ปัญหาวินิจฉัยต่อไปเกี่ยวกับจำเลยที่ 3 เห็นว่า ทางพิจารณาของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ลงลายมือชื่อในใบกำกับภาษีของจำเลยที่ 2 ที่ออกโดยไม่มีสิทธิออกเนื่องจากไม่มีการ ซื้อขาย สินค้ากันจริง อีกทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงในทางนำสืบของโจทก์ว่าจำเลยที่ 3 กระทำการอย่างใดที่มีลักษณะเป็นการร่วมกระทำความผิดตามฟ้องกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ตามประมวลรัษฎากร พ.ศ. 2481 มาตรา 90/4 (3) และ (6) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลรัษฎากร พ.ศ.2481 มาตรา 90/5 มาด้วย ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติว่า จำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิที่จะออกให้แก่ผู้ประกอบการในหลายจังหวัด ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 จำนวน 200,000 บาท จำเลยที่ 2 มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงถึงที่สุดแล้วนั้น เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/5 บัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้กระทำผิดซึ่งต้องรับโทษตามหมวด 4 เป็นนิติบุคคล กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการหรือผู้แทนของนิติบุคคลนั้นต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ ด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้ยินยอมหรือมีส่วนในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น สำหรับคดีนี้จำเลยที่ 3 มีอาชีพค้าขายก๋วยเตี๋ยวมิได้ประกอบกิจการค้าอื่น แต่จำเลยที่ 3 ยินยอมให้นายนพรัตน์พี่ชายนำสำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ตามเอกสารหมาย จ.15 และ จ.16 ไปจดทะเบียนเป็นห้างจำเลยที่ 2 และยื่นคำขอเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีเมื่อมีการขายสินค้าหรือบริการ โดยระบุประเภทกิจการ ร้านน้ำปลา วัสดุก่อสร้าง และรับเหมาก่อสร้าง ตามแบบคำขอเอกสารหมาย จ.14 โดยใช้บ้านพักของตนเป็นสถานประกอบการ สถานประกอบการของจำเลยที่ 2 เป็นเรือนไม้ชั้นเดียวและเป็นร้านขายก๋วยเตี๋ยวมีลังน้ำปลาภายในร้านประมาณ 50 ถึง 60 ลัง ไม่พบวัสดุก่อสร้าง นอกจากนี้ยังพบเอกสารทางบัญชีอันได้แก่บัญชีรับจ่าย ใบกำกับภาษีและสมุดธนาคารรวม 21 รายการ และเมื่อพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 2 ว่าได้ร่วมกันออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิจะออกโดยเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม จำเลยที่ 3 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการให้การรับสารภาพ เช่นนี้ การที่จำเลยที่ 3 ไม่มีความประสงค์จะประกอบอาชีพค้าขายน้ำปลา วัสดุก่อสร้างและรับเหมาก่อสร้างที่บ้านพักของตน แต่กลับยินยอมให้พี่ชายนำสำเนาทะเบียนบ้าน และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของตนไปดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างดังกล่าว และยื่นคำขอเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่จะมีสิทธิออกใบกำกับภาษีเมื่อมีการขายสินค้าหรือบริการได้ ซึ่งสถานประกอบการของจำเลยที่ 2 เป็นที่เดียวกับบ้านพักของตน ก็ไม่ปรากฏว่าได้มีการประกอบกิจการตามที่ได้มีการจดทะเบียนไว้ นอกจากนี้ การที่จำเลยที่ 3 นำสืบปฏิเสธลอย ๆ ว่า จำเลยที่ 3 มีอาชีพค้าขายก๋วยเตี๋ยวไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวในการดำเนินการของห้าง ไม่เคยออกใบกำกับภาษีในการขายสินค้า จำเลยที่ 3 ไม่เคยเขียนและลงนาม โดยจำเลยที่ 3 ไม่มีพยานหลักฐานอื่นนอกจากนี้มาพิสูจน์ยืนยันให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 3 มิได้ยินยอมหรือมีส่วนในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่ได้เช่นนั้น ดังนี้การกระทำของจำเลยที่ 3 ดังกล่าว ถือได้ว่าได้ยินยอมหรือมีส่วนในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ในการออกใบกำกับภาษี โดยไม่มีสิทธิจะออกโดยเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม จำเลยที่ 3 จึงมีความผิดตามมาตรา 90/5 ประกอบด้วยมาตรา 90/4 (3) และ (6) อนึ่ง ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ฟ้องฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 ได้ร่วมกันออกใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มของบริษัทนพรัตน์พาณิชย์ จำกัด บริษัทอีชิกาว่า (ไทยแลนด์) จำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด โดมจินดาน้ำปลาแซบจำเลยที่ 2 ห้างหุ้นส่วนจำกัดสยามพาณิชยกรรม ร้านสมศักดิ์พาณิชย์ และร้านนพรัตน์การไฟฟ้าโดยไม่มีสิทธิออกเนื่องจากไม่มีการ ซื้อขาย สินค้ากันจริงโดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 4 ได้ออกใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มของแต่ละบริษัทห้างร้านดังกล่าวต่างวาระกันอีกด้วย ถือได้ว่าเป็นการกระทำต่างกรรมต่างเจตนากัน การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 4 จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 4 กระทำความผิดกรรมเดียว จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง แต่เนื่องจากโจทก์มิได้อุทธรณ์และฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 4 สำหรับความผิดตามฟ้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จึงไม่อาจเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 และที่ 4 ให้หนักไปกว่าโทษตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองได้ แต่เห็นสมควรปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 4 เสียให้ถูกต้อง ที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาขอให้รอการลงโทษให้นั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดเกี่ยวกับภาษีอากรของชาติอันเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ประเทศชาติจะสามารถดำรงอยู่ได้ ทั้งนี้เพราะเงินภาษีอากรที่รัฐบาลได้รับมาจากประชาชนทั่วไปนั้นจะเป็นรายได้ที่รัฐบาลนำไปปรับปรุงและพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองกระทำการเพื่อหลีกเลี่ยงในการที่จะชำระภาษีให้ถูกต้องและหลอกลวงเอาเงินค่าภาษีอากรของรัฐไปโดยไม่ชอบ เป็นการนำเสนอแนวทางหลีกเลี่ยงภาษีต่อประชาชนทั่วไปโดยไม่จำกัด นับได้ว่าเป็นการกระทำที่เป็นภัยร้ายแรงต่อประเทศชาติสมควรที่จะกำจัดและปราบปรามให้หมดสิ้นไปโดยเร็ว คดีจึงไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษให้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมาโดยไม่รอการลงโทษให้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลรัษฎากร พ.ศ.2481 มาตรา 90/4 (3) และ (6) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำหรับจำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลรัษฎากร พ.ศ.2481 มาตรา 90/5 ประกอบด้วยมาตรา 90/4 (3) และ (6) นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9701/2544 พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด โจทก์ นางสาวราตรี บุญสุข กับพวก จำเลย ป.อ. ม. 91 ป.รัษฎากร ม. 90/4 , ม. 90/5