ฎีกาที่ 9520/2544
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ผู้เอา ประกันภัย อาจทำสัญญา ประกันภัย เป็นหลายรายในวัตถุเดียวกันได้ แต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ ประกันภัย ซึ่งฝ่ายผู้รับ ประกันภัย จัดทำขึ้นเพราะเหตุที่ได้มีสัญญา ประกันภัย ต่อกัน ตามกรมธรรม์ ประกันภัย กำหนดเงื่อนไขการรับ ประกันภัย ว่า "ผู้เอา ประกันภัย ต้องแจ้งให้ผู้รับ ประกันภัย ทราบถึงการ ประกันภัย ซึ่งได้มีไว้แล้วหรือที่จะมีขึ้นภายหลังในทรัพย์สินที่ได้เอา ประกันภัย ไว้นี้กับบริษัท ประกันภัย อื่น เว้นแต่ได้มีการแจ้งข้อความจริงดังกล่าวและผู้รับ ประกันภัย ได้บันทึกซึ่งรายการ ประกันภัย นั้นไว้ในกรมธรรม์ฉบับนี้ก่อนการเกิดสูญเสียหรือการเสียหายนั้น มิฉะนั้นผู้รับ ประกันภัย จะพ้นจากความรับผิดอันจะพึงมีขึ้นตามกรมธรรม์ฉบับนี้" จึงเป็นหน้าที่ของผู้เอา ประกันภัย ที่เอา ประกันภัย ทรัพย์สินไว้แก่ผู้รับ ประกันภัย ไปเอา ประกันภัย เพิ่มแก่บริษัท ประกันภัย อื่น จะต้องแจ้งข้อความจริงนั้นให้ผู้รับ ประกันภัย ทราบ และจะต้องให้ผู้รับ ประกันภัย บันทึกรายการ ประกันภัย เพิ่มนั้นไว้ในกรมธรรม์ ประกันภัย ด้วย การไม่ปฏิบัติให้ครบถ้วนตามเงื่อนไขทั้งสองประการย่อมมีผลทำให้ผู้รับ ประกันภัย พ้นจากความรับผิดตามกรมธรรม์ ประกันภัย ป.วิ.พ. มาตรา 161 และ มาตรา 167 กำหนดให้ศาลต้องสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม แม้จะให้เป็นพับกันไปก็ต้องสั่ง ศาลชั้นต้นมิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยและศาลอุทธรณ์ก็มิได้แก้ไขในเรื่องนี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน 5,000,000 บาท ตามสัญญา ประกันภัย พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ได้รับ ประกันภัย ทรัพย์สินของโจทก์ไว้ตามฟ้อง แต่จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน เพราะโจทก์ปฏิบัติผิดเงื่อนไขที่นำทรัพย์สินที่เอา ประกันภัย ไว้ไป ประกันภัย ไว้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบ และบันทึกรายการการทำ ประกันภัย แก่จำเลยที่ 2 ไว้ในกรมธรรม์ ประกันภัย ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 895,580 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2536 โจทก์ได้เอาประกันวินาศภัยทรัพย์สินในร้านยูไนเต็ดของโจทก์คือ สต็อกสินค้าเครื่องไฟฟ้า โทรศัพท์ และอุปกรณ์เครื่องโทรสาร เป็นเงิน 2,500,000 บาท เครื่องเฟอร์นิเจอร์ เครื่องตกแต่ง และของใช้ต่าง ๆ เป็นเงิน 300,000 บาท รวมเป็นเงินที่เอา ประกันภัย 2,800,000 บาท ไว้แก่จำเลยที่ 1 โดยมีระยะเวลา ประกันภัย 1 ปี ตามกรมธรรม์ ประกันภัย เอกสารหมาย จ. 5 และเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2536 โจทก์ได้เอาประกันวินาศภัยทรัพย์สินในร้านยูไนเต็ดคือ สต็อกสินค้าเครื่องไฟฟ้า โทรศัพท์ และอุปกรณ์เครื่องโทรสาร จำนวนเงินที่เอา ประกันภัย 3,000,000 บาท ไว้แก่จำเลยที่ 2 โดยมีระยะเวลา ประกันภัย 1 ปี ตามกรมธรรม์ ประกันภัย เอกสารหมาย จ. 6 ต่อมาวันที่ 8 พฤษภาคม 2537 ซึ่งอยู่ในระหว่างกรมธรรม์ ประกันภัย ทั้งสองฉบับมีผลใช้บังคับ ได้เกิดเพลิงไหม้ร้านยูไนเต็ดเป็นเหตุให้สต็อกสินค้าเครื่องไฟฟ้า โทรศัพท์ และอุปกรณ์เครื่องโทรสารได้รับความเสียหายเป็นเงิน 893,780 บาท เครื่องเฟอร์นิเจอร์ เครื่องตกแต่ง และของใช้ต่าง ๆ ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 1,800 บาท รวมเป็นเงิน 895,580 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ผู้เอา ประกันภัย อาจทำสัญญา ประกันภัย เป็นหลายรายในวัตถุเดียวกันได้ แต่โจทก์จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ ประกันภัย ซึ่งฝ่ายผู้รับ ประกันภัย จัดทำขึ้นเพราะเหตุที่ได้มีสัญญา ประกันภัย ต่อกัน ตามกรมธรรม์ ประกันภัย ของจำเลยที่ 1 เอกสารหมาย จ. 5 กำหนดเงื่อนไขการรับ ประกันภัย ข้อ 2. การเอา ประกันภัย กับบริษัท ประกันภัย อื่น ๆ ว่า "ผู้เอา ประกันภัย ต้องแจ้งให้บริษัททราบถึงการ ประกันภัย ซึ่งได้มีไว้แล้วหรือที่จะมีขึ้นภายหลัง ในทรัพย์สินที่ได้เอา ประกันภัย ไว้นี้กับบริษัท ประกันภัย อื่น เว้นแต่ได้มีการแจ้งข้อความจริงดังกล่าวและบริษัทได้บันทึก ซึ่งรายการ ประกันภัย นั้นไว้ในกรมธรรม์ฉบับนี้ก่อนการเกิดสูญเสียหรือการเสียหายนั้น มิฉะนั้นบริษัทจะพ้นจากความรับผิดอันจะพึงมีขึ้นตามกรมธรรม์ฉบับนี้" เงื่อนไขจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวกำหนดให้เป็นหน้าที่ของโจทก์ผู้เอา ประกันภัย ที่เอา ประกันภัย ทรัพย์สินไว้แก่จำเลยที่ 1 ไปเอา ประกันภัย เพิ่มแก่บริษัท ประกันภัย อื่น จะต้องแจ้งข้อความจริงนั้นให้จำเลยที่ 1 ทราบ และจะต้องให้จำเลยที่ 1 บันทึกรายการ ประกันภัย เพิ่มนั้นไว้ในกรมธรรม์ ประกันภัย ด้วย การไม่ปฏิบัติให้ครบถ้วนตามเงื่อนไขทั้งสองประการตามกรมธรรม์ ประกันภัย ข้อนี้ย่อมมีผลทำให้จำเลยที่ 1 พ้นจากความรับผิดตามกรมธรรม์ ประกันภัย โจทก์นำทรัพย์สินที่เอา ประกันภัย ไว้แก่จำเลยที่ 1 รายการแรกคือ สต็อกสินค้าเครื่องไฟฟ้า โทรศัพท์ และอุปกรณ์เครื่องโทรสารไปเอา ประกันภัย เพิ่มไว้แก่จำเลยที่ 2 แม้จะฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์แก้ฎีกาว่า พนักงานของจำเลยที่ 2 แจ้งว่าไม่ต้องแจ้งข้อเท็จจริงการ ประกันภัย เพิ่มไว้แก่จำเลยที่ 2 แก่จำเลยที่ 1 เพราะเป็นประเพณีของบริษัท ประกันภัย รู้กันเองก็ดี หรือโจทก์ได้โทรศัพท์แจ้งการประกันเพิ่มไว้แก่จำเลยที่ 2 แก่พนักงานรับโทรศัพท์ของจำเลยที่ 1 แล้วก็ดี แต่การที่โจทก์มิได้นำกรมธรรม์ ประกันภัย เอกสารหมาย จ. 5 ไปให้จำเลยที่ 1 บันทึกรายการ ประกันภัย เพิ่มไว้แก่จำเลยที่ 2 เป็นการไม่ปฏิบัติให้ครบถ้วนตามเงื่อนไขการรับ ประกันภัย ข้อ 2. ดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงพ้นจากความรับผิดที่จะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในวินาศภัยสำหรับทรัพย์สินรายการแรกที่โจทก์เอา ประกันภัย เพิ่มไว้แก่จำเลยที่ 2 เงื่อนไขการรับ ประกันภัย ข้อ 2. ดังกล่าวเป็นข้อสาระสำคัญแห่งสัญญาแม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ยกเป็นข้อต่อสู้ในชั้นที่โจทก์ยื่นคำร้องกล่าวหาต่อนายทะเบียนกรมการ ประกันภัย แต่ก็หาได้ตัดสิทธิจำเลยที่ 1 ที่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในชั้นศาลไม่ ส่วนทรัพย์สินของโจทก์ตามกรมธรรม์ ประกันภัย เอกสารหมาย จ. 5 รายการหลังคือ เครื่องเฟอร์นิเจอร์ เครื่องตกแต่ง และของใช้ต่าง ๆ ซึ่งเอา ประกันภัย ไว้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 300,000 บาทนั้น โจทก์มิได้เอาประกันเพิ่มไว้แก่จำเลยที่ 2 โจทก์ไม่จำต้องแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ ประกันภัย เมื่อทรัพย์สินรายการนี้ได้รับความเสียหายจากอัคคีภัยเป็นเงิน 1,800 บาท จำเลยที่ 1 จึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อจำนวนวินาศภัยอันแท้จริง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องให้แก่โจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน อนึ่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 และมาตรา 167 กำหนดให้ศาลต้องสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม แม้จะให้เป็นพับกันไปก็ต้องสั่ง ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และศาลอุทธรณ์ก็มิได้แก้ไขในเรื่องนี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 1,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 พฤษภาคม 2539) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งสามศาล และค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. (สมศักดิ์ เนตรมัย - ไพศาล เจริญวุฒิ - สายันต์ สุรสมภพ) ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9520/2544 นายเล่าต๋า แซ่เจิง โจทก์ บริษัทสินมั่นคง ประกันภัย จำกัด (มหาชน) กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 861 ป.วิ.พ. ม. 167