ฎีกาที่ 9131/2544
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ซึ่งตาม ป.พ.พ.มาตรา 68 บัญญัติให้ถิ่นอันเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่เป็นภูมิลำเนาของบริษัท จำเลยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เลขที่ 385/1 ถนนสีลม แขวงสีลม บางรัก กรุงเทพฯ ศาลชั้นต้นสั่งให้ปิดหมายเรียก สำเนาคำฟ้องและคำบังคับที่บ้านเลขที่ดังกล่าว แม้พนักงานเดินหมายจะรายงานว่าบ้านเลขที่ดังกล่าวปิดใส่กุญแจ และเมื่อสอบถามบุคคลที่อยู่บ้านข้างเคียงก็ได้ความว่าบ้านเลขที่ดังกล่าวปิดอยู่นานแล้วและไม่มีผู้ใดรู้จักบริษัทจำเลยก็ตาม ก็ยังไม่ได้ความแน่ชัดว่าเป็นจริงตามนั้น ดังนั้นในเบื้องต้นต้องถือว่าการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง รวมทั้งการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยดังกล่าวเป็นการส่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ถ้าจำเลยประสงค์จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 208 จำเลยจะต้องยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วันนับแต่วันที่ส่งคำบังคับหรือวันที่การส่งคำบังคับมีผล ถ้าไม่สามารถยื่นคำขอภายในกำหนดดังกล่าวโดยพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ จำเลยจะต้องยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ภายใน 15 วันนับแต่วันที่พฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลง จำเลยอ้างว่าได้ย้ายจากภูมิลำเนาตามฟ้องไปอยู่ที่อื่นตั้งแต่ก่อนฟ้อง จำเลยจึงไม่ทราบว่าถูกฟ้อง อันเป็นการอ้างว่าไม่อาจยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่การส่งคำบังคับให้จำเลยมีผลเพราะพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ ดังนั้นจำเลยจึงต้องยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่พฤติการณ์ดังกล่าวสิ้นสุดลง คือวันที่ 25 มีนาคม 2542 อันเป็นวันที่จำเลยทราบว่าถูกโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยยื่นคำแถลงขอถ่ายเอกสารต่าง ๆ ในสำนวน การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2542 จึงเป็นการยื่นคำร้องเมื่อพ้นระยะเวลาที่ ป.วิ.พ.มาตรา 208 วรรคหนึ่งกำหนด คำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลยจึงไม่ชอบ
ย่อยาว
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 228,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 31 มีนาคม 2537) ไม่เกิน 13,006 บาท และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,000 บาท จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นสั่งว่า จำเลยแต่งตั้งทนายความและยื่นคำแถลงขอถ่ายสำเนาเอกสารตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2542 แสดงว่าจำเลยทราบข้อเท็จจริงคดีนี้ตั้งแต่วันดังกล่าว ถือว่าพฤติการณ์ที่จำเลยอ้างว่าไม่อาจยื่นคำร้องขอพิจารณาใหม่ภายในกำหนดสิ้นสุดลงแล้ว จำเลยยื่นคำร้องล่วงเลยกำหนด 15 วัน นับแต่วันดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2537 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยโดยระบุว่าจำเลยอยู่ที่ 385/1 ถนนสีลม แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร ซึ่งตรงกับที่อยู่ที่จำเลยได้จดทะเบียนไว้ต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ พนักงานเดินหมายได้นำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไปส่งให้จำเลย ณ ที่อยู่ดังกล่าว แต่ไม่พบจำเลย พบบ้านเลขที่ดังกล่าวปิดใส่กุญแจทิ้งไว้ เมื่อสอบถามบุคคลที่อยู่บ้านข้างเคียงได้ความว่าบ้านเลขที่ดังกล่าวปิดอยู่นานแล้วและไม่มีผู้ใดรู้จักบริษัทจำเลย พนักงานเดินหมายจึงได้ปิดหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไว้ ณ บ้านเลขที่ดังกล่าวตามคำสั่งศาลชั้นต้น จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ดำเนินกระบวนพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียว แล้วพิพากษาเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2537 ให้จำเลยชำระเงิน 228,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 พนักงานเดินหมายได้ส่งคำบังคับให้แก่จำเลยที่บ้านเลขที่ดังกล่าวโดยวิธีปิดคำบังคับตามคำสั่งศาลชั้นต้น วันที่ 25 มีนาคม 2542 จำเลยได้แต่งตั้งทนายความยื่นคำแถลงขอถ่ายเอกสารคำฟ้อง บัญชีระบุพยานของโจทก์ คำเบิกความของพยานโจทก์ พยานเอกสารของโจทก์และคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ต่อมาวันที่ 6 พฤษภาคม 2542 จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่โดยชอบหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1111 บัญญัติให้กรรมการบริษัทต้องไปขอจดทะเบียนบริษัทโดยระบุรายการต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงที่ตั้งสำนักงานใหญ่และสาขาทั้งปวงของบริษัท และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 68 บัญญัติให้ถิ่นอันเป็นที่ตั้งสำนักงานดังกล่าวเป็นภูมิลำเนาของบริษัทนั้นด้วย หลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้ โจทก์แสดงหลักฐานตามหนังสือรับรองของนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ เอกสารหมาย จ.4 ว่า จำเลยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่เลขที่ 385/1 ถนนสีลม แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร ศาลชั้นต้นจึงสั่งให้ปิดหมายเรียก สำเนาคำฟ้องและคำบังคับที่บ้านเลขที่ดังกล่าว แม้พนักงานเดินหมายจะรายงานว่าบ้านเลขที่ดังกล่าวปิดใส่กุญแจ เมื่อสอบถามบุคคลที่อยู่บ้านข้างเคียงได้ความว่าบ้านเลขที่ดังกล่าวปิดอยู่นานแล้วและไม่มีผู้ใดรู้จักบริษัทจำเลย แต่ยังไม่ได้ความแน่ชัดว่าเป็นจริงตามนั้น จำเลยเองก็กล่าวในคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ว่ายังไม่ได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงที่อยู่ ดังนั้น ในเบื้องต้นต้องถือว่าการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง รวมทั้งการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยโดยวิธีปิดหมาย ณ บ้านเลขที่ดังกล่าวเป็นการปิดหมาย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยจึงเป็นการส่งที่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยประสงค์จะขอให้พิจารณาใหม่ จะต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วันนับแต่วันที่ส่งคำบังคับหรือวันที่การส่งคำบังคับมีผล ถ้าไม่สามารถยื่นคำขอภายในกำหนดดังกล่าวโดยพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ จำเลยจะต้องยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ภายใน 15 วันนับแต่วันที่พฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลง จำเลยอ้างในคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ว่า จำเลยย้ายไปจากภูมิลำเนาตามฟ้องไปอยู่ที่อื่นตั้งแต่ปี 2536 ซึ่งเป็นเวลาก่อนฟ้อง จำเลยจึงไม่ทราบว่าถูกฟ้อง อันเป็นการอ้างว่า ไม่อาจยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่การส่งคำบังคับให้จำเลยมีผลเพราะมีพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ แต่พฤติการณ์ดังกล่าวได้สิ้นสุดลงนับแต่วันที่จำเลยทราบว่าถูกโจทก์ฟ้องคดีนี้คือ สิ้นสุดเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2542 อันเป็นวันที่จำเลยยื่นคำแถลงขอถ่ายเอกสารต่าง ๆ ในสำนวน จำเลยจึงต้องยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ 25 มีนาคม 2542 คือ ภายในวันที่ 9 เมษายน 2542 หากจำเลยมีความจำเป็นไม่สามารถยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายในกำหนดดังกล่าวได้ จำเลยก็ชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอขยายระยะเวลายื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 แต่จำเลยหาได้กระทำไม่ ดังนั้น การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2542 จึงเป็นการยื่นคำร้องเมื่อพ้นระยะเวลาที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรคหนึ่ง กำหนด คำร้องขอพิจารณาใหม่ของจำเลยจึงไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. นายสุรพล สนธยานนท์ ผู้ช่วยฯ นางสาวสุดรัก สุขสว่าง ย่อ นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ นายชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน ผู้ช่วยฯ/ตรวจ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9131/2544 บริษัทกรุงเทพ ประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัทอิมเพรส เซอร์วิส จำกัด ป.วิ.พ. ม. 79 , ม. 208 ป.พ.พ. ม. 68