ฎีกาที่ 8727/2544
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ภาระจำยอม เป็นทรัพยสิทธิที่กฎหมายก่อตั้งขึ้นเพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่นอันเรียกว่า สามยทรัพย์ จำเลยเป็นเจ้าของอาคารตึกแถวซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินที่อยู่ติดทางพิพาท และจำเลยใช้ทางพิพาทวางสินค้าเพื่อจำหน่ายใน กิจการค้าของจำเลย เป็นการใช้ทางพิพาทเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยโดยเฉพาะมิได้เกี่ยวกับประโยชน์ของอสังหาริมทรัพย์ที่จำเลยเป็นเจ้าของ ภาระจำยอม จึงไม่อาจเกิดมีขึ้นได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยนำโครงเหล็กออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 21185 และ 1328 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 6,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะนำโครงเหล็กออกไปจากที่ดินโจทก์ทั้งสอง จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยทำโครงเหล็กมาตั้งเพื่อวางสินค้าจำหน่ายบนทางในซอยชูพินิจ 2 ซึ่งเป็นที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยสงบ เปิดเผยด้วยเจตนาใช้ที่ดินดังกล่าวเป็นทางเข้าออกและตั้งสินค้าจำหน่ายตั้งแต่ปี 2526 จนถึงปัจจุบันติดต่อกันเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว จำเลยจึงได้ ภาระจำยอม โดยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ซอยชูพินิจ 2 เป็นทางสัญจรของประชาชนทั่วไปอยู่ในความควบคุมดูแลของเทศบาล เสมือนเป็นทางสาธารณะมาแต่แรกเริ่มที่ก่อสร้าง มีการแบ่งแยกซอยในแต่ละช่วงอย่างชัดเจน ไม่มีการติดป้ายสงวนสิทธิใด ๆ ไว้โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอาจอ้างสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะใช้ประโยชน์บนซอยชูพินิจ 2 ที่ดินพิพาทหากให้เช่าจะได้ค่าเช่าไม่เกินเดือนละ 600 บาท ขอให้ยกฟ้อง และมีคำสั่งห้ามโจทก์ทั้งสองเข้ามาเกี่ยวข้องกับจำเลยในการใช้ซอยชูพินิจ 2 เป็นทางเข้าออกและใช้ฟันพื้นที่ส่วนหนึ่งตลอดแนวตึกแถวของจำเลยและจดทะเบียน ภาระจำยอม ให้พื้นที่บนซอยชูพินิจ 2 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 21185 และ 1328 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร ตกเป็นทางเข้าออกและจดทะเบียน ภาระจำยอม พื้นที่ดังกล่าวส่วนหนึ่งขนาดกว้าง 1.50 เมตร ยาว 10 เมตร ตลอดแนวด้านข้างอาคารพาณิชย์เลขที่ 221 ให้เป็นที่วางสินค้าของจำเลยเพื่อจำหน่าย หากโจทก์ทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อาคารพาณิชย์เลขที่ 221 และที่ดินโฉนดเลขที่ 21186 และ 24902 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร ตั้งแต่ปี 2539 ก่อนหน้านั้นจำเลยเข้าประกอบการค้าในอาคารพาณิชย์เลขที่ 221 โดยเช่าอาคารดังกล่าวจากเจ้าของเดิม หาได้เข้าอยู่โดยเป็นเจ้าของ โจทก์ทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1328 และ 21185 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร เมื่อปี 2536 และปี 2538 ตามลำดับ โจทก์ทั้งสองพบว่าจำเลยตั้งโต๊ะวางเสื้อผ้าจำหน่าย จึงได้ห้ามปรามจำเลยแต่จำเลยเพิกเฉย ในเดือนมีนาคม 2540 โจทก์ทั้งสองมอบอำนาจให้ทนายความห้ามมิให้จำเลยมาวางโต๊ะตั้งสินค้าบนที่ดินพิพาท แต่จำเลยกลับมีหนังสือฉบับลงวันที่ 29 มีนาคม 2540 โต้เถียงว่ามีสิทธิใช้ที่ดินพิพาท จึงถือได้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาให้เป็น ภาระจำยอม ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2540 เมื่อนับถึงวันฟ้องยังไม่ถึง 10 ปี จำเลยจึงยังไม่ไดั ภาระจำยอม โดยอายุความ โจทก์ทั้งสองไม่ได้อุทิศที่ดินพิพาทให้เป็นทางสาธารณะ จำเลยไม่ได้ครอบครองที่พิพาทเพื่อจะให้เป็น ภาระจำยอม ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง และยกฟ้องแย้งจำเลยค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยนำโครงเหล็กออกจากซอยชูพินิจ 2 ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 21185 และ 1328 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร ของโจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 825 บาท นับแต่วันฟ้อง (11 กรกฎาคม 2540) จนกว่าจำเลยจะนำโครงเหล็กออกจากซอยชูพินิจ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1328 และ 21185 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร โจทก์ทั้งสองสร้างอาคารพาณิชย์ในที่ดินของโจทก์ทั้งสองดังกล่าว โดยมีถนนอยู่ระหว่างกลางอาคารพาณิชย์ที่สร้าง และให้ชื่อว่าซอยชูพินิจ 2 ซึ่งเป็นทางพิพาท จำเลยเป็นเจ้าของอาคารพาณิชย์เลขที่ 221 ถนนวิจิตร ตำบลในเมือง อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร ด้านหน้าอาคารของจำเลยอยู่ตรงข้ามกับตลาดเทศบาล ด้านข้างที่อยู่ติดซอยชูพินิจ 2 ซึ่งเป็นทางพิพาทเป็นประตูเหล็กยืดยาวประมาณ 8 เมตร ทางพิพาทเป็นทางที่ประชาชนใช้เข้าออกระหว่างตลาดเทศบาลกับตลาดสดศูนย์การค้าของโจทก์ทั้งสอง จำเลยอยู่ในอาคารเลขที่ 221 ตั้งแต่ปี 2525 โดยอาศัยสิทธิการเช่าช่วงจากผู้อื่น และประกอบกิจการค้าขายมาตลอดโดยวางสินค้าที่จำหน่ายบางส่วนในอาคารและบางส่วนนอกอาคารบริเวณทางพิพาท โดยวางห่างจากอาคารร้านค้าของจำเลยประมาณ 1 เมตร ไปตามแนวยาวของทางพิพาทประมาณ 10 เมตร จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อาคารเลขที่ 221 เมื่อปี 2539 มีปัญหาว่า จำเลยได้ ภาระจำยอม ในทางพิพาทโดยอายุความหรือไม่นั้นจำเลยอ้างว่าจำเลยได้ ภาระจำยอม ในทางพิพาทโดยใช้เป็นทางเดินเข้าออกสู่ทางสาธารณะและใช้วางสินค้าเพื่อจำหน่าย เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยนำโครงเหล็กของจำเลยออกไปจากทางพิพาทเท่านั้น มิได้ห้ามจำเลยใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ จึงถือว่าจำเลยมิได้ถูกโต้แย้งสิทธิเรื่องการใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ ฟ้องแย้งของจำเลยในส่วนนี้ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จำเลยจึงไม่มีอำนาจฟ้องแย้งในส่วนนี้สำหรับการใช้วางสินค้าเพื่อจำหน่ายหรือไม่นั้น เห็นว่า ภาระจำยอม เป็นทรัพย์สิทธิที่กฎหมายก่อตั้งขึ้นเพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่นอันเรียกว่าสามยทรัพย์ แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นเจ้าของอาคารตึกแถวเลขที่ 221 ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินที่อยู่ทางพิพาท แต่การที่จำเลยใช้ทางพิพาทวางสินค้าเพื่อจำหน่ายในกิจการค้าของจำเลยนั้น เป็นการใช้ทางพิพาทเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยโดยเฉพาะ มิได้เกี่ยวกับประโยชน์ของอสังหาริมทรัพย์ที่จำเลยเป็นเจ้าของ ดังนั้น ภาระจำยอม จึงไม่อาจเกิดมีขึ้นได้ จำเลยไม่ได้ ภาระจำยอม ในทางพิพาทดังอ้าง กรณีไม่จำเป็นต้องพิจารณาว่าจำเลยใช้ทางพิพาทมานานเท่าใด เพราะไม่ทำให้คำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไป พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (อัธยา ดิษยบุตร - ปรีดี รุ่งวิสัย - สมศักดิ์ เนตรมัย) ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8727/2544 นางหรือนางสาวสุกัญญา ชูพินิจ กับพวก โจทก์ นางกัลยา ตัญเจริญสุขจิต จำเลย ป.พ.พ. ม. 1387