ฎีกาที่ 9054/2544
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ผู้ตายกับจำเลยทั้งสองดื่มสุราด้วยกันแล้วผู้ตายพูดจาพาดพึงถึงมารดาจำเลยทั้งสอง เป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองโกรธและตกลงจะ ฆ่า ผู้ตายในขณะนั้นทันที โดยจำเลยที่ 1 หยิบฉวยได้ไม้ของกลางที่อยู่ในบริเวณนั้น และจำเลยที่ 2 ได้พกมีดปลายแหลมไปด้วย และพาผู้ตายไป ฆ่า ที่ใต้สะพาน เป็นการกระทำต่อเนื่องไม่ขาดตอนโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองมีเวลาวางแผนหรือไตร่ตรองแต่ประการใด เพียงแต่จำเลยทั้งสองพาผู้ตายไป ฆ่า ในที่ลับตาคนเท่านั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงถือไม่ได้ว่าได้กระทำความผิดฐาน ฆ่า ผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ปัญหาว่าการ ฆ่า ผู้ตายไม่เป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 213 ประกอบมาตรา 225
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33, 83, 288, 289 ริบของกลาง จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4), 83 วางโทษประหารชีวิต จำเลยที่ 1รับสารภาพและจำเลยที่ 2 รับสารภาพชั้นจับกุมและสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78ประกอบมาตรา 52 ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง จำเลยที่ 2 หนึ่งในสามคงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 50 ปี จำเลยที่ 2 จำคุกตลอดชีวิต ริบท่อนไม้ของกลาง คำขออื่นให้ยก จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้เป็นที่ยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันใช้ไม้และมีดปลายแหลมเป็นอาวุธตีฟันและแทงนายทองย้อย สวนตะโกผู้ตายจนถึงแก่ความตาย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2มีว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะหรือไม่และเป็นการ ฆ่า ผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนายเรืองคละรัมย์ ผู้ร่วมดื่มสุรากับจำเลยทั้งสองและผู้ตายเบิกความว่าก่อนเกิดเหตุผู้ตายกับจำเลยทั้งสองและนายเรืองดื่มสุราด้วยกัน ผู้ตายเคยเป็นสามีของจำเลยที่ 2 เมื่อผู้ตายเมาสุราขอคืนดีกับจำเลยที่ 2เกิดโต้เถียงกัน และมีการพูดพาดพิงถึงมารดาจำเลยทั้งสองโดยผู้ตายกล่าวหาว่ามารดาจำเลยทั้งสองเป็นต้นเหตุให้จำเลยที่ 2 มีสามีใหม่และได้ยินจำเลยทั้งสองพูดกระซิบกันว่า ต้องลวงผู้ตายไป ฆ่า สามีใหม่ของจำเลยที่ 2 ซึ่งตาบอดและชาวบ้านเรียกว่านายบอด เพื่อหาโอกาส ฆ่า ผู้ตาย ระหว่างที่จะไป ฆ่า นายบอดจำเลยที่ 1 บอกให้ผู้ตายไป ฆ่า นายบอดที่ใต้สะพานโดยจำเลยที่ 1 หยิบไม้ของกลางแล้วกอดคอพาผู้ตายไปที่เกิดเหตุโดยมีจำเลยที่ 2 เดินตามไป และโจทก์ส่งคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองตามเอกสารหมาย จ.16 และ จ.17เป็นพยาน ซึ่งจำเลยทั้งสองให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า ผู้ตายได้ด่าว่ามารดาจำเลยทั้งสองที่รู้เห็นเป็นใจให้จำเลยที่ 2 มีสามีใหม่เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 โกรธ จึงได้พูดกับจำเลยที่ 2 ว่าต้อง ฆ่า ผู้ตายส่วนจำเลยที่ 2 พูดว่า ฆ่า เป็น ฆ่า หลังจากนั้นก็ชวนผู้ตายไป ฆ่า สามีใหม่ของจำเลยที่ 2 ที่ใต้สะพานเกิดเหตุ โดยจำเลยที่ 1 หยิบไม้ของนายเรืองและจำเลยที่ 2 พกพามีดปลายแหลมไปด้วย จากนั้นจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันใช้ไม้และมีดปลายแหลม ตี ฟัน แทง ฆ่า ผู้ตาย พยานหลักฐานเท่าที่โจทก์นำสืบฟังได้ว่าก่อนเกิดเหตุผู้ตายด่าว่ามารดาจำเลยทั้งสองที่รู้เห็นเป็นใจให้จำเลยที่ 2 มีสามีใหม่ ซึ่งในทางพิจารณาก็ไม่ได้ความว่าผู้ตายด่าว่ามารดาจำเลยทั้งสองด้วยถ้อยคำร้ายแรงเพียงใด หรือเพียงแต่เป็นคำหยาบคายเท่านั้น จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 2 จะอ้างว่า ฆ่า ผู้ตายเพราะบันดาลโทสะตามที่ฎีกามาหาได้ไม่ อย่างไรก็ดีไม่ปรากฏว่า จำเลยทั้งสองได้คบคิดจะ ฆ่า ผู้ตายมาก่อน แต่เมื่อมาดื่มสุราด้วยกันแล้วผู้ตายพูดจาพาดพิงถึงมารดาจำเลยทั้งสองเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองโกรธและตกลงจะ ฆ่า ผู้ตายในขณะนั้นทันที โดยจำเลยที่ 1 หยิบฉวยได้ไม้ของกลางที่อยู่ในบริเวณนั้นและจำเลยที่ 2 ได้พกมีดปลายแหลมไปด้วย และพาผู้ตายไป ฆ่า ที่ใต้สะพาน เป็นการกระทำต่อเนื่องไม่ขาดตอนโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองมีเวลาวางแผนหรือไตร่ตรองแต่ประการใด เพียงแต่จำเลยทั้งสองพาผู้ตายไป ฆ่า ในที่ลับตาคนเท่านั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงถือไม่ได้ว่าได้กระทำความผิดฐาน ฆ่า ผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้องฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น และปัญหาว่าการ ฆ่า ผู้ตายไม่เป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225" พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 83 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 20 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งและจำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด13 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9054/2544 พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี โจทก์ นาย บุญรอด สิงห์พันธ์ม่วง กับพวก จำเลย ป.อ. ม. 289 (4) ป.วิ.อ. ม. 213 , ม. 225