ฎีกาที่ 7321/2544
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
คดีอาญาที่เป็นความผิดต่อส่วนตัว โจทก์จะถอนฟ้องในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่คัดค้านจึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) การที่ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ยักยอก ทรัพย์ของโจทก์ไปเพียง 200,000 บาท มิใช่จำนวน 325,000 บาท ตามที่โจทก์ฟ้อง เป็นเพียงข้อแตกต่างกันในรายละเอียดของทรัพย์ที่ถูกจำเลยที่ 1 ยักยอก มิใช่การ แตกต่างกันในข้อเท็จจริงอันจะทำให้การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิด ทั้งจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธต่อสู้คดี โดยตลอดมิได้หลงต่อสู้คดีแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับ ข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญและไม่ใช่กรณีที่ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐาน ยักยอก เกินคำขอแต่อย่างใด เมื่อโจทก์ประกอบกิจการขายรถยนต์โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการสาขา ดำเนินการติดต่อลูกค้าแทนโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ครอบครองเงินที่นาย อ. ลูกค้าชำระให้โจทก์แล้วไม่ส่งมอบให้โจทก์ตามหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็น การกระทำความผิดหน้าที่ของตนด้วยประการใด ๆ โดยทุจริตเบียดบังเอาทรัพย์นั้นไว้เป็นของตน จำเลยที่ 1 จึงมี ความผิดฐาน ยักยอก แต่การทำสัญญาซื้อขายและการชำระราคารถยนต์เป็นเรื่องความไว้วางใจกันระหว่างโจทก์กับ ลูกค้าเป็นการเฉพาะราย มิใช่กับประชาชนทั่วไป การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดฐาน ยักยอก ทรัพย์ ตามมาตรา 354 คงมีความผิดฐาน ยักยอก ทรัพย์ตามมาตรา 352 เพียงมาตราเดียว
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 354, 83, 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 354 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ไม่ค้าน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว โจทก์จะถอนฟ้องในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่คัดค้านจึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 เสียจากสารบบความ คดีคงขึ้นมาสู่ การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะฎีกาของจำเลยที่ 1? มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ต่อไปว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาเกินคำขอที่ไม่ได้กล่าวในฟ้องและข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างกับฟ้องในข้อสาระสำคัญไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง หรือไม่? เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ระบุรายการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 แต่ละรายการเป็นกระทงความผิดต่างกัน ปัญหาว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดหรือไม่ ยักยอก เงินแต่ละรายการจำนวนเท่าใด เป็นเรื่องที่ศาลจะปรับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ยักยอก ทรัพย์ของโจทก์ไปเพียง 200,000 บาท มิใช่จำนวน 325,000 บาท ตามที่โจทก์ฟ้อง ก็เป็นเพียงข้อแตกต่างกันในรายละเอียดของทรัพย์ที่ถูกจำเลยที่ 1 ยักยอก มิใช่การแตกต่างกัน ในข้อเท็จจริงอันจะทำให้การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิด ทั้งคดีนี้จำเลยที่ 1 ก็ให้การปฏิเสธต่อสู้คดีโดยตลอดมิได้หลงต่อสู้คดีแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 1 ยักยอก เงินโจทก์ไปเพียง 200,000 บาท มิใช่ 325,000 บาท ตามฟ้องจึงไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ และไม่ใช่กรณีที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาเกินคำขอแต่อย่างใด ฎีกาส่วนนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1 ยักยอก เงินค่ารถยนต์ที่นายอัสอารี แลหะ ชำระให้แก่โจทก์หรือไม่ การที่จำเลยที่ 1 รับเงินไว้แล้วไม่ส่งให้โจทก์โดยอ้างว่าต้องการรอให้นายอัสอารีชำระส่วนที่เหลือก่อนแต่จำเลยที่ 1 ได้ลาออกวันที่ 6 สิงหาคม 2539 จึงไม่ได้ส่งมอบเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์นั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวล้วนเป็นพฤติการณ์ที่แสดงถึงเจตนาของจำเลยที่ 1 ที่ครอบครองเงินที่นายอัสอารีลูกค้าชำระให้โจทก์ แล้วไม่ส่งมอบให้โจทก์ตามหน้าที่ของจำเลยที่ 1 อันเป็นการกระทำผิดหน้าที่ของตนด้วยประการใด ๆ โดยทุจริตเบียดบังเอาทรัพย์นั้นไว้เป็นของตน จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐาน ยักยอก ตามฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 1 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานเป็นผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ยักยอก ทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354 นั้น แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ประกอบกิจการขายรถยนต์โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการสาขา ดำเนินการติดต่อลูกค้าแทนโจทก์ก็ตาม แต่การทำสัญญาซื้อขายและการชำระราคารถยนต์เป็นเรื่องความไว้วางใจกันระหว่างโจทก์กับลูกค้าเป็นการเฉพาะรายมิใช่กับประชาชน ทั่วไป การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดฐาน ยักยอก ทรัพย์ตามมาตรา 354 จำเลยที่ 1 คงมีความผิดฐาน ยักยอก ทรัพย์ตามมาตรา 352 เพียงมาตราเดียว ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ประกอบด้วยมาตรา 83 จำคุก 9 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7321/2544 บริษัทแดวูสงขลา จำกัด โจทก์ นายวิชิต โชติธรรม กับพวก จำเลย ป.อ. ม. 352 , ม. 354 ป.วิ.อ. ม. 35 , ม. 39 (2) , ม. 192 วรรคสอง