ฎีกาที่ 8627/2544
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
การที่จำเลยที่ 1 แก้ไขวันที่สั่งจ่ายในเช็คพิพาทจากวันที่ 2 กรกฎาคม 2531 เป็นวันที่ 2 กรกฎาคม 2539 แล้วนำเช็คพิพาทที่แก้ไขวันที่สั่งจ่ายดังกล่าวไปอ้างเป็นพยานในคดีแพ่งที่จำเลยฟ้องเรียกเงินตามสัญญากู้จากโจทก์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการแก้ไขข้อความในตั๋วเงินที่แท้จริงเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารแท้จริงที่โจทก์ทำขึ้นโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ จึงทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายได้รับความเสียหาย ไม่ว่าจำเลยที่ 1 จะได้นำเช็คพิพาทไปฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาแล้วหรือไม่ก็ตาม จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานปลอมเช็คตาม ป.อ. มาตรา 266 (4) และโจทก์เป็นผู้เสียหายแล้ว
ย่อยาว
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 , 265 , 266 , 83 ,90 , 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องเฉพาะความผิดฐาน ปลอมเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 ยกฟ้องความผิดฐานใช้เอกสารปลอม จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (4) จำคุก 1 ปี ยกฟ้องจำเลยที่ 2 โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ปัญหาประการที่สอง โจทก์เป็นผู้เสียหายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า แม้ได้ความว่าจำเลยจะเป็นผู้ปลอมเช็คพิพาทแต่จำเลยยังมิได้นำเช็คพิพาทไปฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญา โจทก์จึงยังไม่เสียหาย นั้น เห็นว่า เช็คคือหนังสือตราสารที่ผู้สั่งจ่ายสั่งให้ธนาคารใช้เงินแก่ผู้ทรงตามจำนวนและวันที่ระบุในเช็ค โดยสัญญาว่าเมื่อเช็คถึงกำหนดและผู้ทรงได้นำไปยื่นแก่ธนาคารเพื่อเรียกเก็บเงิน ธนาคารจะใช้เงินให้ ถ้าธนาคารไม่ใช้เงินผู้สั่งจ่ายจะเป็นผู้ใช้เงินให้แก่ผู้ทรงเอง การนำเช็คไปยื่นแก่ธนาคารเพื่อเรียกเก็บเงินผู้ทรงจะต้องกระทำเสียภายใน 1 เดือน กรณีเช็คให้ใช้เงินในเมืองเดียวกันกับที่ออกเช็ค หรือ 3 เดือน กรณีเช็คให้ใช้เงินที่อื่น มิฉะนั้นผู้ทรงจะเสียสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่ผู้สั่งจ่ายเท่าที่จะเกิดความเสียหายอย่างใดอย่างหนึ่งแก่ผู้สั่งจ่ายเพราะการละเลยไม่ยื่นเช็คนั้น และถ้าผู้ทรงยื่นเช็คเพื่อให้ใช้เงินเมื่อพ้นกำหนด 6 เดือน นับแต่วันออกเช็ค ธนาคารไม่จำต้องใช้เงินให้แก่ผู้ทรง ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 914 , 987 , 990 และ 991 วันออกเช็คหรือวันที่สั่งจ่ายในเช็คจึงมีผลถึงความผูกพันของผู้สั่งจ่ายที่มีต่อผู้ทรง การที่จำเลยที่ 1 แก้ไขวันที่สั่งจ่ายในเช็คพิพาทจากวันที่ 2 กรกฎาคม 2531 ให้เป็นวันที่ 2 กรกฎาคม 2539 แล้วนำเช็คพิพาทที่แก้ไขวันที่สั่งจ่ายแล้วดังกล่าวไปอ้างเป็นพยานในคดีแพ่งที่จำเลยฟ้องเรียกเงินตามสัญญากู้จากโจทก์ การกระทำจำเลยจึงเป็นการแก้ไขข้อความในตั๋วเงินที่แท้จริงเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารแท้จริงที่โจทก์ทำขึ้น โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ จึงทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายได้รับความเสียหายแล้ว ไม่ว่าจำเลยที่ 1 จะได้นำเช็คพิพาทไปฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาแล้วหรือไม่ก็ตาม โจทก์จึงเป็นผู้เสียหาย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน? พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 50,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำผิดทำนองนี้อีก กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร มีกำหนด 15 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 , 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8627/2544 นายอุดม บุตรพรม โจทก์ นางคิม จูวัฒนาประเสริฐ กับพวก จำเลย ป.อ. ม. 264 , ม. 266 (4) ป.วิ.อ. ม. 1 (4)