ฎีกาที่ 9647/2544
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
การกู้ยืมเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มิได้กำหนด อายุความ ฟ้องร้องไว้โดยเฉพาะ จึงต้องถือว่ามี อายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 อายุความ ให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามมาตรา 193/12 ดังนั้น เมื่อหนังสือสัญญากู้เงิน ข้อ 4 กำหนดไว้ว่า จำเลยจะต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทุกเดือน ย่อมหมายความว่า จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เดือนแรกภายในวันที่ 28 กรกฎาคม 2531 การที่จำเลยไม่ชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เลยเช่นนี้จึงถือว่าจำเลยประพฤติผิดสัญญา ทั้งหนังสือสัญญากู้เงิน ข้อ 6 ระบุว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกเงินต้นและดอกเบี้ยจากจำเลยได้ทั้งหมดทันทีโดยไม่ต้องรอให้ครบกำหนดเวลาชำระเงินต้นคืนตามที่กำหนดกันไว้ในสัญญาอันถือได้ว่ากำหนดเวลาที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยได้นั้นเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2531 เป็นต้นไปโจทก์จึงต้องฟ้องเรียกเงินต้นและดอกเบี้ยคืนจากจำเลยภายในวันที่ 28 กรกฎาคม 2541 หาใช่เริ่มนับ อายุความ ตั้งแต่วันที่ 28มิถุนายน 2532 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดชำระหนี้ตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญากู้เงินไม่
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 80,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 140,000บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้นจำนวน 80,000บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการเดียวว่า คดีโจทก์ขาด อายุความ หรือไม่เห็นว่า การกู้ยืมเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มิได้กำหนด อายุความ ฟ้องร้องไว้โดยเฉพาะ จึงมี อายุความ 10 ปี ตามมาตรา 164 เดิม(มาตรา 193/30 ที่แก้ไขใหม่) และตามมาตรา 169 เดิม (มาตรา 193/12ที่แก้ไขใหม่) บัญญัติว่า อายุความ ให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ดังนั้น เมื่อหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1ข้อ 4 กำหนดไว้ว่าจำเลยจะต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทุกเดือนซึ่งหมายความว่า จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เดือนแรกภายในวันที่ 28 กรกฎาคม 2531 การที่จำเลยไม่ชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เลยเช่นนี้จึงถือว่าจำเลยประพฤติผิดสัญญา และเมื่อตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 6 ระบุว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกเงินต้นและดอกเบี้ยจากจำเลยได้ทั้งหมดทันทีโดยไม่ต้องรอให้ครบกำหนดเวลาชำระเงินต้นคืนตามที่กำหนดกันไว้ในสัญญา อันถือได้ว่ากำหนดเวลาที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยได้นั้นเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 28กรกฎาคม 2531 เป็นต้นไป กล่าวคือโจทก์ต้องฟ้องเรียกเงินต้นและดอกเบี้ยคืนจากจำเลยภายในวันที่ 28 กรกฎาคม 2541 หาใช่เริ่มนับ อายุความ ตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2532 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดชำระหนี้ตามที่ตกลงกันไว้ในหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 3 แต่อย่างใดไม่ เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเรียกเงินต้นและดอกเบี้ยคืนจากจำเลยในวันที่ 23 มิถุนายน 2542 คดีโจทก์จึงขาด อายุความ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินต้นและดอกเบี้ยแก่โจทก์โดยวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่ขาด อายุความ นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9647/2544 นาย กฤติหรือกิตติ กาญจนรุจวิวัฒน์ โจทก์ นาย เตือง แสงสว่าง จำเลย ป.พ.พ. ม. 193/12 , ม. 193/30