ฎีกาที่ 7532/2543
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
เมื่อที่ดินอันเป็นทรัพย์ มรดก ของ ร. ยังมิได้แบ่งปันแก่ทายาท บุตรของ ร. ทุกคนซึ่งเป็นทายาทจึงมีสิทธิในที่ดินเท่า ๆ กัน การที่ ว. และจำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดิน มรดก จึงเป็นการครอบครองแทนทายาทคนอื่น ๆ ว. ย่อมไม่มีอำนาจนำที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งทางด้านทิศเหนือของที่ดินอันเป็นทรัพย์ มรดก ของ ร. ไปขายแก่โจทก์โดยที่ทายาททุกคนไม่ยินยอม การที่โจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดย ว. ส่งมอบให้จึงเป็นการครอบครองที่ดินพิพาท ในฐานะครอบครองแทนทายาทของ ร. เช่นเดียวกับ ว. เท่านั้น เพราะผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทจึงยังไม่โอนมาเป็นของโจทก์ เมื่อต่อมาทางราชการได้ออกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว และจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการ มรดก ของ ร. ได้โอนขายที่ดินทั้งหมดซึ่งเป็นทรัพย์ มรดก ของ ร. แก่จำเลยที่ 2 โดยมีค่าตอบแทน และจำเลยที่ 2 เป็นบุคคลภายนอกได้จดทะเบียนรับโอนสิทธิมาโดยสุจริต จำเลยที่ 2 ย่อมได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดิน มรดก ของ ร. ทั้งหมดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนการโอนระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินซึ่งเดิมนางรอย มารดาจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือสิทธิครอบครองปี 2533 นางรอยถึงแก่ความตายที่ดินจึงเป็น มรดก แก่ทายาทคือนางสวงค์หรือวงศ์และจำเลยที่ 1 เมื่อปี 2525 โจทก์ซื้อที่ดิน จากนางวงค์แล้วรับมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ไว้ยึดถือ และครอบครองที่ดินพิพาทด้วยความสงบ เปิดเผย เจตนาเป็นเจ้าของตลอดมา ต่อมาปี 2527 โจทก์นำที่ดินพิพาทและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ค้ำประกันหนี้ไว้แก่นางน้อย อัตตาภิบาล ต่อมาทางราชการเปลี่ยนหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นโฉนด จำเลยที่ 1 ใช้อุบายยืมโฉนดที่ดินจากนางน้อยแล้วนำไปประกอบการยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการ มรดก ของนางรอย ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้บุกรุกเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ไปตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินจึงทราบว่า จำเลยที่ 1 นำที่ดิน มรดก ของนางรอยรวมทั้งที่ดินพิพาทขายให้แก่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็น ส่วนของโจทก์และจำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมโดยไม่สุจริต ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 12 ไร่ เป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้อง โดยให้ขับไล่จำเลยที่ 2 ออกจากที่ดินพิพาท และชดใช้ค่าเสียหายปีละ 15,000 บาท นับแต่ ปี 2536 เป็นต้นไป จนกว่าจะออกจากที่ดินพิพาทกับให้พิพากษาว่าการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินในส่วนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 เป็นโมฆะ ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินส่วนที่ทับที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นทรัพย์ มรดก ของนางรอย และนางรอย มีบุตร 8 คน รวมทั้งจำเลยที่ 1 และนางวงค์ซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับ มรดก นางวงค์ไม่เคยขายที่ดินพิพาทแก่โจทก์ นางรอยไม่เคยยกที่ดินพิพาทให้แก่บุตรคนใด เมื่อปี 2524 นางวงค์นำที่ดินทรัพย์ มรดก ของนางรอยไปประกันเงินกู้โจทก์ โดยให้ทำกินต่างดอกเบี้ยและมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกัน ต่อมาทายาทของ นางรอยตกลงให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการ มรดก ขายที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2 เพื่อนำเงินมาแบ่งกันระหว่างทายาท โดยจำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้เงินกู้ของนางวงค์แก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต สัญญาซื้อขายและสัญญากู้ตามฟ้องเป็นเอกสารปลอม ที่ดินพิพาทปลูกข้าวได้ไม่เกินปีละ 2,500 บาท ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเนื้อที่ 12 ไร่ ในโฉนดที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้จำเลยทั้งสอง จัดการโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยที่ 2 และบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทห้ามมิให้เกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 15,000 บาท ตั้งแต่ปี 2536 จนกว่าจำเลยที่ 2 และบริวารจะออกไปจาก ที่ดินพิพาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ จำเลยทั้งสองฎีกา โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทมีชื่อนางรอย เป็นผู้ครอบครอง ทำประโยชน์ เมื่อนางรอยถึงแก่กรรมในปี 2523 ที่ดินแปลงดังกล่าวเป็น มรดก ตกแก่ทายาทคือบุตรทั้งแปดคน โดยจำเลยที่ 1 และนางวงค์ บุตรของนางรอยเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าว ปี 2525 นางวงค์ขายเฉพาะที่ดินพิพาทให้โจทก์และปี 2536 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการ มรดก นางรอยขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองว่า โจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองได้ให้การต่อสู้คดีด้วยว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นทรัพย์ มรดก ของนางรอย บุตรของนางรอยทุกคนตกลงขายที่ดิน มรดก รวมทั้งที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 เพื่อนำเงินมาแบ่งปันกัน คดีจึงมีประเด็นวานางวงค์มีอำนาจนำที่ดินพิพาทไปขายแก่โจทก์หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินเป็นทรัพย์ มรดก ของนางรอยที่ยังมิได้แบ่งปันแก่ทายาท ดังนั้นบุตรของนางรอยทุกคนซึ่งเป็นทายาทจึงมีสิทธิในที่ดินเท่า ๆ กัน การที่นางวงค์และจำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดิน มรดก จึงเป็นการครอบครองแทนทายาทคนอื่น ๆ นางวงค์ย่อมไม่มีอำนาจนำที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งทางด้านทิศเหนือของที่ดินอันเป็นทรัพย์ มรดก ของนางรอยไปขายแก่โจทก์โดยที่ทายาททุกคนไม่ยินยอม การที่โจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยนางวงค์ส่งมอบให้ จึงเป็นการเข้าครอบครองที่ดินพิพาทในฐานะครอบครองแทนทายาทของนางรอยเช่นเดียวกับนางวงค์เท่านั้น เพราะผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทจึงยังไม่โอนมาเป็นของโจทก์ เมื่อปรากฏต่อมาว่าทางราชการได้ออกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว และจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการ มรดก นางรอยได้ โอนขายที่ดินทั้งหมดซึ่งเป็นทรัพย์ มรดก นางรอยแก่จำเลยที่ 2 โดยมีค่าตอบแทน และจำเลยที่ 2 เป็นบุคคลภายนอก ได้จดทะเบียนรับโอนสิทธิมาโดยสุจริต จำเลยที่ 2 ย่อมได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดิน มรดก นางรอยทั้งหมดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนการโอนระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ . ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7532/2543 นายพลานหรือปลาน พินัยรัมย์ โจทก์ นางสมุน จินดาศรี กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 1300 , ม. 1336