ฎีกาที่ 7010/2543
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ในคู่มือการใช้บัตรเครดิต ผู้ถือบัตรหลักสามารถมอบเครดิตของตนให้ได้เฉพาะสมาชิกใน ครอบครัว ด้วยการสมัครให้เป็นสมาชิกบัตรเสริม นอกจากนี้การแจ้งยอดค่าใช้จ่ายของบัตรหลักและบัตรเสริมกำหนดให้แจ้งแก่ผู้ถือบัตรหลักเท่านั้น ดังนี้ แสดงให้เห็นเจตนาของคู่สัญญาว่าผู้ถือบัตรหลักต้องร่วมรับผิดชอบในการใช้บัตรของผู้ถือบัตรเสริมซึ่งเป็นสมาชิก ครอบครัว เดียวกันด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์ออกบัตรเสริมแก่จำเลยที่ 2 ผู้เป็นสามีจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรหลักจึงต้องร่วมรับผิดในหนี้ของบัตรเสริมเสมือนกับเป็นหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรของตนเอง
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 83,874.36 บาท และจำเลยที่ 2 ชำระเงิน 82,734.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 44,794.17 บาท และต้นเงิน 44,190.65 บาท ตามลำดับ นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 612.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2534 และจำเลยที่ 2 ชำระเงิน 45,269.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 44,190.65 บาท นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2532 จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอใช้บัตรเครดิตของโจทก์ และขอให้โจทก์ออกบัตรเครดิตประเภทบัตรเสริมให้แก่จำเลยที่ 2 โดยใช้วงเงินเดียวกัน โจทก์อนุมัติวงเงินการใช้บัตรเครดิตให้แก่จำเลยทั้งสองจำนวนเงิน 30,000 บาท ภายหลังทำสัญญาจำเลยทั้งสองได้รับบัตรเครดิตไปจากโจทก์และนำบัตรเครดิตไปใช้ซื้อสินค้า ชำระค่าบริการและเบิกถอนเงินสดหลายครั้ง โจทก์แจ้งยอดหนี้ให้จำเลยทั้งสองทราบ จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวยกเลิกบัตรเครดิตและทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่จำเลยทั้งสองได้รับหรือถือว่าได้รับหนังสือบอกกล่าว ซึ่งจำเลยทั้งสองได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2540 สัญญานี้จึงเลิกกันวันที่ 14 สิงหาคม 2540 ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีเพียงว่า จำเลยที่ 1 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในหนี้บัตรเสริมต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามคำขอใช้บัตรเครดิตรายละเอียดที่ระบุในคำขอ เช่น ประวัติ ที่อยู่ อาชีพ รายได้ สถานที่ส่งใบเรียกเก็บเงินตลอดจนการชำระเงิน ล้วนเป็นรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับผู้ขอบัตรหลักคือจำเลยที่ 1 ส่วนรายละเอียดของผู้ขอบัตรเสริมคือจำเลยที่ 2 นั้น เป็นเพียงข้อมูลเท่าที่จำเป็นเพื่อทราบว่าเป็นใคร เกี่ยวข้องกับผู้ขอบัตรหลักอย่างไร ในการอนุมัติโจทก์ได้พิจารณาอนุมัติโดยคำนึงถึงข้อมูล ความสามารถในการชำระเงินของจำเลยที่ 1 ผู้ขอบัตรหลักซึ่งเป็นคู่สัญญาโดยตรงเท่านั้น วงเงินของบัตรเสริมก็ใช้ร่วมกับวงเงินของบัตรหลักที่โจทก์อนุมัติให้จำเลยที่ 1 หากปราศจากบัตรหลักแล้วย่อมไม่อาจทำสัญญาขอใช้บัตรเสริมได้โดยลำพัง ทั้งจำเลยที่ 1 ลงชื่อรับรองไว้ในคำขอว่า จำเลยที่ 1 ยินยอมผูกพันตามระเบียบและเงื่อนไขของโจทก์ที่กำหนดไว้ทุกประการซึ่งในคู่มือการใช้บัตร ผู้ถือบัตรหลักสามารถมอบเครดิตของตนให้ได้เฉพาะสมาชิกใน ครอบครัว ด้วยการสมัครให้เป็นสมาชิกบัตรเสริม ดังนี้ แสดงให้เห็นเจตนาของคู่สัญญาว่าผู้ถือบัตรหลักต้องร่วมรับผิดชอบในการใช้บัตรของผู้ถือบัตรเสริมซึ่งเป็นสมาชิก ครอบครัว เดียวกันด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์ออกบัตรเสริมแก่จำเลยที่ 2 ผู้เป็นสามี จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรหลักจึงต้องร่วมรับผิดในหนี้ของบัตรเสริมเสมือนกับเป็นหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรของตนเอง ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดในหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตแยกต่างหากจากกันไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในหนี้ของจำเลยที่ 2 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,000 บาท. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7010/2543 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โจทก์ นางอนงค์ เชาวนะหรือลอยมา กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 149 , ม. 194