ฎีกาที่ 1447/2543
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ที่ดินของโจทก์ ที่ดินของ ก.และที่ดินของจำเลยไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณะ ช.มารดาของโจทก์ ก.จำเลย และ ฉ.จึงได้ตกลงทำทางพิพาทเพื่อให้ครอบครัวของ ช.จำเลย และ ก.ใช้เป็นทางเข้าออกสู่ถนนร่วมกัน โดย ช.เป็นผู้ออกเงินค่าตอบแทนการใช้ที่ดินให้แก่ ฉ. การที่ ช.ได้จ่ายเงินให้แก่ ฉ.เช่นนี้ทำให้น่าเชื่อว่าจำเลยได้ตกลงยินยอมให้ทำทางพิพาทผ่านที่ดินของจำเลยด้วย เพราะหากจำเลยไม่ยินยอมให้ทำทางพิพาทผ่านที่ดินของจำเลยแล้วก็ไม่มีเหตุผลใดที่ ช.จะยินยอมจ่ายค่าตอบแทนการผ่านที่ดินให้แก่ ฉ.เนื่องจากข้อตกลงในหนังสือสัญญาจะเป็นประโยชน์แก่จำเลยเท่านั้น จำเลยได้ตกลงยินยอมให้ ช.มารดาของโจทก์ทำและใช้ทางพิพาทในส่วนที่ผ่านที่ดินของจำเลย สิทธิที่จะใช้ทางผ่านที่ดินของจำเลยตามข้อตกลงดังกล่าว แม้จะไม่ได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ยังไม่เป็นทรัพยสิทธิที่บริบูรณ์ แต่ก็เป็นบุคคลสิทธิใช้บังคับกันได้ระหว่างคู่สัญญา และไม่ใช่สิทธิตามกฎหมายหรือสิทธิเฉพาะตัวของ ช.โดยแท้ เมื่อ ช.ถึงแก่กรรมสิทธินี้จึงเป็นมรดกตกทอดแก่โจทก์ในฐานะทายาทผู้สืบสิทธิของ ช.ย่อมอาศัยข้อตกลงดังกล่าวฟ้องให้จำเลยปฏิบัติตามข้อตกลงได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์มีสิทธิใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกในฐานะที่เป็นทาง ภาระจำยอม แก่ที่ดินของโจทก์หรือไม่ และจำเลยจะต้องจดทะเบียน ภาระจำยอม ในที่ดินของจำเลยเพื่อเป็นทาง ภาระจำยอม แก่ที่ดินของโจทก์หรือไม่ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือจำเลยมีสิทธิปิดทางพิพาทในเขตที่ดินของจำเลยหรือไม่ฉะนั้น คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่พิพากษาให้จำเลยเปิดทางพิพาทในเขตที่ดินของจำเลยเพื่อเป็นทางเข้าออกของโจทก์ตามข้อตกลงระหว่างมารดาโจทก์กับจำเลยจึงไม่เกินไปกว่าคำฟ้องและคำขอบังคับของโจทก์
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่2620 เนื้อที่ 5 ไร่ 30 ตารางวา โดยได้รับมรดกมาจากนางชม้อย ซื่อดี มารดาโจทก์ซึ่งถึงแก่กรรมในปี 2538 เมื่อปี 2528 ทางราชการสร้างถนนสายแหลมทองพัฒนาสำหรับใช้เป็นทางรถยนต์นางชม้อย นางกัลยา สิริไพโรจน์ และจำเลยไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณะดังกล่าว จึงทำนิติกรรมกับนางฉลวย เจริญสุขใส ซึ่งมีที่ดินติดถนนสาธารณะดังกล่าวเป็นทางรถยนต์เข้าออกกว้างประมาณ 6 เมตรจากถนนสาธารณะผ่านที่ดินของนางฉลวย จำเลย นางกัลยา จดที่ดินของโจทก์ โดยนางชม้อยต้องเสียค่าตอบแทนเป็นเงิน 12,000 บาท ให้แก่นางฉลวย นิติกรรมดังกล่าวทำขึ้นเมื่อวันที่26 กุมภาพันธ์ 2534 โจทก์ใช้ทางพิพาทซึ่งเป็นทาง ภาระจำยอม โดยอาศัยสิทธิมารดาโจทก์ เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2539 จำเลยปิดทาง ภาระจำยอม ในส่วนที่ผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 3681 ของจำเลยโดยปลูกต้นไม้ ทำให้โจทก์ไม่สามารถนำรถยนต์แล่นเข้าออกได้ตามปกติ โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยเปิดทาง ภาระจำยอม และไปจดทะเบียนเป็นทาง ภาระจำยอม แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์ประกอบอาชีพทำสวนกล้วยไม้ต้องใช้ทางพิพาทเพื่อนำดอกกล้วยไม้ไปขายที่ตลาด โจทก์เสียหายเนื่องจากไม่ได้ใช้ทางพิพาทวันละ 1,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยเปิดทาง ภาระจำยอม และจดทะเบียน ภาระจำยอม ที่ดินโฉนดเลขที่ 3681 มีความกว้างประมาณ 6 เมตร ยาวประมาณ 50 เมตร หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยกับให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์วันละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะเปิดทาง ภาระจำยอม และจดทะเบียน ภาระจำยอม เสร็จสิ้น หลังจากโจทก์ยื่นฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาในเหตุฉุกเฉินให้จำเลยเปิดทางพิพาท ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้จำเลยเปิดทางพิพาทตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้อง จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยทำนิติกรรมเรื่องทาง ภาระจำยอม กับโจทก์ โจทก์ถือวิสาสะเดินผ่านที่ดินของจำเลย และเมื่อต้นปี 2539โจทก์ใช้รถยนต์แล่นผ่านทำให้จำเลยได้รับความเสียหายมากขึ้น จำเลยจึงห้ามปรามไม่ให้โจทก์ใช้รถยนต์ผ่าน ทางพิพาทเป็นเพียงร่องสวนไม่ใช่ถนน นางชม้อย นางกัลยาและจำเลยมีทางออกสู่ทางสาธารณะด้านริมแม่น้ำท่าจีน โจทก์ใช้ทางพิพาทไม่ถึง10 ปี ยังไม่ได้ ภาระจำยอม ตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยเปิดทางพิพาทในเขตที่ดินของจำเลยกว้างประมาณ 4 เมตร ยาวประมาณ 50 เมตรเพื่อเป็นทางเข้าออกของโจทก์ตามข้อตกลงระหว่างมารดาโจทก์กับจำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังยุติได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 2620 โดยรับมรดกมาจากนางชม้อยซื่อดี มารดาของโจทก์ จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 3681 ที่ดินของโจทก์อยู่ด้านใน ถัดไปทางด้านทิศใต้เป็นที่ดินของนางกัลยา ที่ดินของจำเลย และที่ดินของนางฉลวยตามลำดับ โดยที่ดินของนางฉลวยอยู่ติดกับถนนแหลมทองพัฒนาซึ่งเป็นทางสาธารณะ ทางพิพาทตั้งต้นจากที่ดินโจทก์ผ่านที่ดินของนางกัลยา ที่ดินของจำเลยและที่ดินของนางฉลวย แล้วออกสู่ถนนแหลมทองพัฒนา มีความกว้างตลอดแนวประมาณ4 เมตร รถยนต์แล่นเข้าออกได้ เฉพาะช่วงที่ผ่านที่ดินของจำเลยมีความยาวประมาณ50 เมตร มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยได้ตกลงยินยอมให้นางชม้อย ซื่อดี มารดาของโจทก์ทำทางพิพาทในที่ดินของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานจำเลย น่าเชื่อว่าเนื่องจากที่ดินของโจทก์ ที่ดินของนางกัลยา และที่ดินของจำเลยไม่มีทางออกสู่ถนนแหลมทองพัฒนาซึ่งเป็นถนนสาธารณะ นางชม้อยมารดาของโจทก์ นางกัลยา จำเลยและนางฉลวยจึงได้ตกลงทำทางพิพาทเพื่อให้ครอบครัวของนางชม้อย จำเลย และนางกัลยาใช้เป็นทางเข้าออกสู่ถนนแหลมทองพัฒนาร่วมกัน โดยนางชม้อยเป็นผู้ออกเงินค่าตอบแทนการใช้ที่ดินให้แก่นางฉลวยเป็นเงิน 12,000 บาท และการที่นางชม้อยได้จ่ายเงินให้แก่นางฉลวยเช่นนี้ ทำให้น่าเชื่อว่าจำเลยได้ตกลงยินยอมให้ทำทางพิพาทผ่านที่ดินของจำเลยด้วย เพราะหากจำเลยไม่ยินยอมให้ทำทางพิพาทผ่านที่ดินของจำเลยแล้วก็ไม่มีเหตุผลใดที่นางชม้อยจะยินยอมจ่ายค่าตอบแทนการผ่านที่ดินให้แก่นางฉลวยเนื่องจากข้อตกลงในหนังสือเอกสารหมาย จ.3 จะเป็นประโยชน์แก่จำเลยเท่านั้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยได้ตกลงยินยอมให้นางชม้อยมารดาของโจทก์ทำและใช้ทางพิพาทในส่วนที่ผ่านที่ดินของจำเลยจริง สิทธิที่จะใช้ทางผ่านที่ดินของจำเลยตามข้อตกลงดังกล่าวแม้จะไม่ได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ยังไม่เป็นทรัพยสิทธิที่บริบูรณ์ แต่ก็เป็นบุคคลสิทธิใช้บังคับกันได้ระหว่างคู่สัญญา และไม่ใช่สิทธิตามกฎหมายหรือสิทธิเฉพาะตัวของนางชม้อยโดยแท้ เมื่อนางชม้อยถึงแก่กรรมสิทธินี้จึงเป็นมรดกตกทอดแก่โจทก์ในฐานะทายาทผู้สืบสิทธิของนางชม้อยย่อมอาศัยข้อตกลงดังกล่าวฟ้องให้จำเลยปฏิบัติตามข้อตกลงได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่พิพากษาให้จำเลยเปิดทางพิพาทในเขตที่ดินของจำเลยเพื่อเป็นทางเข้าออกของโจทก์ตามข้อตกลงระหว่างมารดาโจทก์กับจำเลย นั้นเกินไปกว่าคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องโดยอ้างหลักซึ่งเป็นสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ว่า เนื่องจากที่ดินของโจทก์ จำเลย และนางกัลยา ไม่มีทางออกสู่ถนนแหลมทองพัฒนาซึ่งเป็นทางสาธารณะในเดือนกุมภาพันธ์ 2534 นางชม้อยมารดาของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินของโจทก์ในขณะนั้น นางกัลยา จำเลย และนางฉลวยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินแปลงที่อยู่ติดกับถนนแหลมทองพัฒนาได้ตกลงทำทางเพื่อใช้ออกสู่ถนนแหลมทองพัฒนาร่วมกัน โดยนางชม้อยเป็นผู้จ่ายเงินค่าตอบแทนให้แก่นางฉลวยเป็นเงิน 12,000 บาท ส่วนนางกัลยาและจำเลยได้สละที่ดินทำทางจึงไม่ต้องจ่ายเงินให้แก่นางฉลวย โจทก์ใช้ทางดังกล่าวซึ่งเป็นทาง ภาระจำยอม ออกสู่ถนนแหลมทองพัฒนาตลอดมาโดยอาศัยสิทธิของนางชม้อยซึ่งเป็นมารดา ต่อมาเมื่อวันที่14 กันยายน 2539 จำเลยปิดทาง ภาระจำยอม โดยปลูกต้นไม้ในทาง ภาระจำยอม จนไม่สามารถนำรถยนต์ผ่านเข้าออกได้ ขอให้บังคับจำเลยเปิดทาง ภาระจำยอม และจดทะเบียน ภาระจำยอม ในที่ดินโฉนดเลขที่ 3681 เป็นทาง ภาระจำยอม แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 2620 ของโจทก์ เพื่อให้รถยนต์ผ่านเข้าออกได้ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยทำนิติกรรมเรื่องทาง ภาระจำยอม กับโจทก์ โจทก์ถือวิสาสะเดินผ่านที่ดินของจำเลยยังไม่ถึง 10 ปี ทางพิพาทเป็นเพียงร่องสวนไม่ใช่ถนน ตามสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับของโจทก์กับคำให้การของจำเลยดังกล่าว คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์มีสิทธิใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกในฐานะที่เป็นทาง ภาระจำยอม แก่ที่ดินของโจทก์หรือไม่ และจำเลยจะต้องจดทะเบียน ภาระจำยอม ในที่ดินของจำเลยเพื่อเป็นทาง ภาระจำยอม แก่ที่ดินของโจทก์หรือไม่ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือจำเลยมีสิทธิปิดทางพิพาทในเขตที่ดินของจำเลยหรือไม่ นั่นเอง ฉะนั้น คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3ที่พิพากษาให้จำเลยเปิดทางพิพาทในเขตที่ดินของจำเลยเพื่อเป็นทางเข้าออกของโจทก์ตามข้อตกลงระหว่างมารดาโจทก์กับจำเลยจึงไม่เกินไปกว่าคำฟ้องและคำขอบังคับของโจทก์ พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1447/2543 นายอนุพร ซื่อดี โจทก์ นายอรุณ เงินชูกุล จำเลย ป.พ.พ. ม. 194 , ม. 1299 , ม. 1599 , ม. 1600 ป.วิ.พ. ม. 55 , ม. 142 , ม. 183