ฎีกาที่ 817/2543
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ในคดีแพ่งคู่ความไม่จำเป็นต้องยกบทกฎหมายขึ้นมากล่าวอ้างในคำฟ้องหรือคำให้การ เพียงแต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงก็พอแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจยกบทกฎหมายขึ้นมาปรับแก่คดีตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความได้ คดีนี้โจทก์กล่าวไว้ในคำฟ้องว่าโจทก์ซื้อที่ดินที่ น. จัดสรร เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ดังที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องและฟังได้ว่า ที่ดินพิพาท น. ซื้อมาเพื่อทำเป็นทางให้ผู้ซื้อที่ดินจากการจัดสรรใช้เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ การที่ศาลล่างทั้งสองยกเอาบทกฎหมายคือ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 มาปรับกับข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความแล้ววินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทตกเป็น ภาระจำยอม แก่ที่ดินของโจทก์ตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าว จึงไม่ใช่เป็นการพิพากษานอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง
ย่อยาว
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 33005 โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 32994 และ 32995 จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 25503 แต่เดิม น. บิดาจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดสรรที่ดินขายให้คนทั่วไปได้ยินยอมให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 6175 เป็นทาง ภาระจำยอม ของที่ดินโฉนดเลขที่ 32994 และ 32995 เพื่อจุดประสงค์ให้ผู้ซื้อที่ดินใช้เป็นทางเข้าออกไปสู่ถนนสาธารณะไปเชื่อมต่อกับทางพิพาทในที่ดินโฉนดเลขที่ 25503 เมื่อปี 2534 จำเลยได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 25503 จำเลยรู้อยู่แล้วว่ามีทาง ภาระจำยอม อยู่ในที่ดินโฉนดดังกล่าว โจทก์ทั้งสองได้รับโอนกรรมสิทธิ์และใช้ทางเดินดังกล่าวต่อมาจากเจ้าของเดิมที่ซื้อที่ดินจัดสรรของบิดาจำเลยเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว ต่อมาจำเลยได้สร้างด่านเก็บเงิน ณ จุดผ่านเข้าออกสู่ถนนสาธารณะ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิ ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยนำเอาทาง ภาระจำยอม ในที่ดินโฉนดเลขที่ 25503 ไปจดทะเบียน ภาระจำยอม เรื่องทางเดินต่อเจ้าพนักงานที่ดิน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยรื้อถอนด่านเก็บเงินที่กีดขวางทางเดิน ภาระจำยอม ดังกล่าว จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 25503 ไม่ได้เป็นทาง ภาระจำยอม ของที่ดินโฉนดเลขที่ 33005 ของโจทก์ที่ 1 และที่ดินโฉนดเลขที่ 32994 และ 32995 ของโจทก์ที่ 2 และที่ดินโฉนดเลขที่ 6175 แต่อย่างใด โจทก์ทั้งสองจึงไม่ได้สิทธิเกี่ยวกับทาง ภาระจำยอม จึงไม่มีสิทธิฟ้องให้จำเลยไปจดทะเบียนเป็นทาง ภาระจำยอม และรื้อถอนด่านเก็บเงิน ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 25503 ตกเป็นทาง ภาระจำยอม ของที่ดินโฉนดเลขที่ 33005, 32994 และ 32995 ให้จำเลยรื้อถอนด่านเก็บเงินที่กีดขวางทาง ภาระจำยอม ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าได้ ภาระจำยอม โดยการใช้ทางเดิน 10 ปี ไม่ได้บรรยายหรือกล่าวอ้างเกี่ยวกับประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 และไม่ได้นำสืบในประเด็นนี้ การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 หยิบยกประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าวขึ้นมาวินิจฉัย จึงเป็นการพิพากษานอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์ทั้งสอง ขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 142 นั้น โจทก์ทั้งสองกล่าวในฟ้องว่าซื้อที่ดินที่ น. บิดาจำเลยจัดสรรขาย โจทก์ทั้งสองได้ใช้ทางพิพาทต่อจากเจ้าของเดิมรวมระยะเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว และศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินพิพาทตกเป็นทาง ภาระจำยอม ของที่ดินของโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เพียงใด ศาลฎีกาเห็นว่า ในคดีแพ่ง คู่ความหาจำเป็นต้องยกบทกฎหมายขึ้นมากล่าวอ้างในคำฟ้องหรือคำให้การไม่ เพียงแต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงก็พอแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจยกบทกฎหมายขึ้นมาปรับแก่คดีตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความได้ ในเมื่อคดีนี้โจทก์ทั้งสองกล่าวไว้ในคำฟ้องว่าโจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินที่ น. จัดสรร เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ดังที่โจทก์ทั้งสองกล่าวไว้ในคำฟ้องและฟังได้ว่าที่ดินพิพาท น. ซื้อมาเพื่อทำเป็นทางให้ผู้ซื้อที่ดินจากการจัดสรรใช้เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองยกเอาบทกฎหมายคือ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 มาปรับกับข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความแล้ววินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทตกเป็น ภาระจำยอม แก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสองตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าว จึงไม่ใช่เป็นการพิพากษานอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น? พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 817/2543 บริษัทสยามฟลอริคัลเจอร์ จำกัด กับพวก โจทก์ นางสาวกฤษณีย์ อุทุมพร จำเลย ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง