ฎีกาที่ 3797/2543
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
พฤติการณ์ที่จำเลยเข้าไปในบ้านโจทก์ แม้เดิมจะเคยเข้าไปอันเป็นการถือวิสาสะทำให้ไม่เป็นความผิด แต่เมื่อโจทก์กับสามีไล่ให้ออกจากบ้าน จำเลยไม่ยอมออกลากตัวออกไปยังกลับเข้ามาอีก จึงเป็นความผิดฐาน บุกรุก เคหสถานในเวลากลางคืน ส่วนในวันรุ่งขึ้น (วันที่ 10 มิถุนายน 2537) จำเลยเข้าไปในบ้านโจทก์อีก โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์หรือสามีโจทก์อนุญาต จึงเป็นความผิดฐาน บุกรุก เคหสถานตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 364 อีกกระทงหนึ่ง ตามเอกสารการร้องทุกข์ได้ระบุข้อความว่า "และต่อมาในวันรุ่งขึ้น เวลาประมาณ 7.00 นาฬิกา จำเลยได้มาที่บ้านอีกครั้ง พร้อมกับได้พูดยืนยันตามที่ได้พูดเมื่อคืนเป็นความจริง"จากข้อความดังกล่าวแสดงว่าโจทก์ได้แจ้งความร้องทุกข์เกี่ยวกับความผิดฐาน บุกรุก เคหสถานในวันที่ 10 มิถุนายน 2537 แล้ว โดยโจทก์ไม่จำต้องระบุถึงมาตราความผิดแต่ประการใด
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90, 91, 362, 364, 365, 393 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364, 365(3), 393 เป็นการกระทำหลายกรรม เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ฐาน บุกรุก เคหสถาน จำคุก 1 ปี ปรับ 2,000 บาท ฐาน บุกรุก เคหสถานในเวลากลางคืน จำคุก 1 ปี ปรับ 5,000 บาท ฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า จำคุก1 เดือน ปรับ 1,000 บาท รวมจำคุก 2 ปี 1 เดือน ปรับ 8,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365(3) ประกอบด้วยมาตรา 364 จำคุก 1 ปี ปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ข้อหาอื่นให้ยกเสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว เห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยก่อนว่าจำเลยกระทำความผิดฐาน บุกรุก เคหสถานตามฟ้องหรือไม่ โจทก์เบิกความว่าวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 22.30 นาฬิกาจำเลยมากดกริ่งเรียกที่หน้าบ้าน สามีโจทก์ออกไปเปิดประตูรั้วถามว่ามีธุระอะไร จำเลยเดินเข้ามาในรั้วบ้านลักษณะคล้ายคนเมาสุรายืนโอนเอน จำเลยร้องไห้และใช้มือตบหน้าตัวเอง พร้อมกับพูดว่า"ได้ยินครูที่โรงเรียนพูดว่าโจทก์กับจำเลยได้เสียกันแล้ว" โจทก์ตกใจจึงตะคอกถามจำเลยว่าให้พูดอีกครั้งและพูดช้า ๆ จำเลยก็พูดว่า "ได้ยินครูที่โรงเรียนพูดว่าโจทก์กับจำเลยได้เสียกันแล้ว" จำเลยพูดด้วยเสียอันดัง สามีโจทก์จึงพูดว่าจำเลยเมาแล้วให้กลับบ้านไปแต่จำเลยไม่เชื่อฟังยังคงนั่งร้องไห้และใช้มือตบหน้าตัวเองพูดถ้อยคำดังกล่าวซ้ำ ๆ อยู่หลายครั้ง โจทก์กับสามีไล่จำเลยออกจากบ้าน แต่จำเลยไม่ยอมไปและยังพูดว่า "รักโจทก์จริง" โจทก์กับสามีช่วยกันลากจำเลยออกไปจากบ้าน จำเลยไปยืนเกาะประตูรั้วบ้านและพูดเรื่องเดิมขณะนั้นที่บ้านโจทก์มีนายไกรธวัช มุสิกชาติ อยู่ด้วยรุ่งขึ้นวันที่10 มิถุนายน 2537 เวลา 7 นาฬิกา จำเลยเดินเข้ามานั่งในบ้านโจทก์ตกใจถามว่ามาทำไม จำเลยพูดว่า "เมื่อคืนนี้ที่มาหาและที่พูดไปนั้นเป็นเรื่องจริง" โจทก์ไล่จำเลยออกจากบ้าน แล้วไปสอบถามข้อเท็จจริงจากนายณรงค์ รัญเสวะ ภารโรงและนายอาจินต์เกื้อสกุล อาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนที่โจทก์และจำเลยรับราชการอยู่นายอาจินต์รับจะไกล่เกลี่ยให้ โดยโจทก์มีเงื่อนไขว่าจำเลยต้องเขียนคำกล่าวขอโทษเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วอ่านให้ครูทุกคนในโรงเรียนฟัง นายอาจินต์แจ้งว่าจำเลยตกลงแต่ต่อมาแจ้งว่าเงื่อนไขของสามีโจทก์ที่ให้เอาหวายมีหนามรูดปากจำเลยตกลงไม่ได้โจทก์จึงไปแจ้งความดำเนินคดีตามเอกสารหมาย จ.2 เห็นว่านอกจากตัวโจทก์แล้ว พยานโจทก์ยังมีนายสุรพินสามีโจทก์ และนายไกรธวัช อยู่ด้วยในขณะเกิดเหตุ พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงตามคำพยานโจทก์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายไกรธวัชเป็นบุคคลภายนอกขณะเกิดเหตุไปเก็บเงินค่าซ่อมรถจากสามีโจทก์และยืนอยู่ห่างไม่เกิน3 เมตร ว่าได้ยินถ้อยคำที่จำเลยพูดว่าได้เสียกับโจทก์จำเลยพูดด้วยเสียงเอะอะโวยวายพูดด้วยคำหยาบคายและพูดนานประมาณครึ่งชั่วโมงนอกจากนั้นยังว่ามีการลากให้จำเลยออกไปจากบ้านแต่จำเลยเดินกลับเข้ามาอีกเป็นอย่างนี้อยู่หลายครั้ง ในตอนท้ายโจทก์กับสามีนำจำเลยออกไปนอกรั้วบ้านแต่จำเลยยังคงเกาะประตูรั้วพูดเรื่องเดิมอยู่ ซึ่งนอกจากคำพยานโจทก์ทั้งสามปากแล้วร้อยตำรวจเอกเจริญ โปนกแก้วพนักงานสอบสวนเบิกความรับว่าได้รับแจ้งความร้องทุกข์และสอบสวนพยานหลักฐานต่าง ๆ ตามเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.6 ป.จ.1 และ ป.จ.6พร้อมทั้งเห็นว่าคดีมีมูลสั่งฟ้องคดี เมื่อพิจารณาคำพยานโจทก์ประกอบเอกสารต่าง ๆ ในชั้นสอบสวนแล้วเชื่อว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องโจทก์จริง พฤติการณ์ที่จำเลยเข้าไปในบ้านโจทก์ แม้เดิมจะเคยเข้าไปอันเป็นการถือวิสาสะทำให้ไม่เป็นความผิดก็ตามแต่เมื่อโจทก์กับสามีไล่ให้ออกจากบ้านจำเลยไม่ยอมออก ลากตัวออกไปยังกลับเข้ามาอีกจึงเป็นความผิดฐาน บุกรุก เคหสถานในเวลากลางคืน ส่วนในวันรุ่งขึ้น(วันที่ 10 มิถุนายน 2537) จำเลยเข้าไปในบ้านโจทก์อีก โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์หรือสามีโจทก์อนุญาต จึงเป็นความผิดฐาน บุกรุก เคหสถานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 อีกกรรมหนึ่ง ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น มีปัญหาตามฎีกาโจทก์ว่าความผิดฐาน บุกรุก ในเคหสถานในวันที่10 มิถุนายน 2537 นั้น โจทก์แจ้งความร้องทุกข์แล้วหรือไม่ เห็นว่าตามเอกสารหมาย จ.2 ได้ระบุข้อความว่า "และต่อมาในวันรุ่งขึ้น เวลาประมาณ 7.00 นาฬิกา จำเลยได้มาที่บ้านอีกครั้ง พร้อมกับได้พูดยืนยันตามที่ได้พูดเมื่อคืนเป็นความจริง" จากข้อความดังกล่าวแสดงว่าโจทก์ได้แจ้งความร้องทุกข์เกี่ยวกับความผิดฐาน บุกรุก เคหสถานในวันที่10 มิถุนายน 2537 แล้วโดยโจทก์ไม่จำต้องระบุถึงบทมาตราความผิดแต่ประการใดที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยกฟ้องโจทก์ในความผิดส่วนนี้ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 364 อีกบทหนึ่ง ลงโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 2,000 บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นด้วยแล้วเป็นจำคุก 2 ปี และปรับ 7,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3797/2543 นางพรศรี เกื้อมี โจทก์ นายสมบูรณ์ เลขจิตร์ จำเลย ป.อ. ม. 364 , ม. 365 (3) ป.วิ.อ. ม. 123