ฎีกาที่ 7015/2542
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์ฟ้องว่า จำเลย เช่าซื้อ รถยนต์จากโจทก์ แล้วจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่า เช่าซื้อ แก่โจทก์ จึงเป็นการผิดสัญญา จำเลยให้การต่อสู้ว่า พนักงานของโจทก์ตกลงที่จะไปเก็บค่า เช่าซื้อ จากจำเลย ณ ภูมิลำเนาของจำเลย แต่โจทก์ไม่ไปเก็บเงินค่า เช่าซื้อ เอง จำเลยจึงไม่เป็นฝ่ายผิดสัญญา ศาลชั้นต้นชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยผิดสัญญา เช่าซื้อ หรือไม่ ดังนี้ ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่อ้างว่า การที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า พนักงานของโจทก์ตกลงที่จะไปเก็บค่า เช่าซื้อ จากจำเลย ณ ภูมิลำเนาของจำเลย เป็นการนำสืบถึงการปฏิบัติต่อกันระหว่างคู่สัญญา จึงไม่เป็นการนำสืบพยานเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญา เช่าซื้อ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข) นั้นจึงเป็นประเด็นแห่งคดีโดยตรงและเป็นสาระแห่งคดีอันควรได้รับการวินิจฉัยการที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ย่อมเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ ตามสัญญา เช่าซื้อ เอกสารหมาย จ.3 ข้อ 2 มีข้อความระบุว่าจำเลยผู้ เช่าซื้อ ตกลงชำระค่า เช่าซื้อ ให้แก่โจทก์ ณ ที่ทำการของโจทก์ตามที่ระบุไว้ในสัญญานี้ ภายในกำหนดระยะเวลาการ เช่าซื้อ และตามเงื่อนไขดังที่ระบุไว้ในบัญชีแสดงระยะเวลาการ เช่าซื้อ และการชำระเงินค่า เช่าซื้อ การที่จำเลยนำสืบพยานบุคคลว่า พนักงานของโจทก์ตกลงที่จะไปเก็บค่า เช่าซื้อ จากจำเลย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยเช่นนี้ จึงเป็นการนำสืบพยานบุคคลเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญา เช่าซื้อ ซึ่งกฎหมายบังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข)
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากไม่สามารถคืนได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงินจำนวน 410,419 บาท กับให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 78,000 บาท และค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 3,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืน หรือใช้ราคาเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะผู้ลงลายมือชื่อในสัญญา เช่าซื้อ ไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อกระทำการแทนโจทก์ได้ จำเลยที่ 1 เช่าซื้อ รถยนต์ตามฟ้องไปจากโจทก์ และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจริง โดยมีข้อตกลงว่าพนักงานของโจทก์จะไปเก็บเงินค่า เช่าซื้อ จากจำเลยที่ 1 ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 แต่โจทก์ไม่มาเก็บเงินค่า เช่าซื้อ เอง จำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นฝ่ายผิดสัญญา หลังจากทำสัญญา เช่าซื้อ แล้ว วันที่ 5 ธันวาคม 2535 รถยนต์ที่ เช่าซื้อ เกิดอุบัติเหตุเสียหายทั้งคัน จำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์เรียกร้องค่าเสียหายเบื้องต้นจากผู้รับประกันภัยรถยนต์ที่ เช่าซื้อ แล้ว แต่โจทก์เพิกเฉย จำเลยที่ 1 จึงบอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ จำเลยที่ 1 ไม่ได้ครอบครองและใช้ประโยชน์รถยนต์ที่ เช่าซื้อ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถยนต์ที่ เช่าซื้อ และใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ ทั้งค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์เรียกร้องก็สูงเกินไปไม่ควรเกินเดือนละ 500 บาท ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงินจำนวน 410,419 บาท ให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน 63,500 บาท และชำระต่อไปอีกเดือนละ 2,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนหรือใช้ราคาแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 46,000 บาท และชำระต่อไปอีกเดือนละ 2,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนหรือใช้ราคาแก่โจทก์แต่ให้ไม่เกิน 12 เดือนนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2535 จำเลยที่ 1 เช่าซื้อ รถยนต์หมายเลขทะเบียน 2 อ-1763 กรุงเทพมหานคร ไปจากโจทก์ในราคา 527,562 บาท ตกลงผ่อนชำระค่า เช่าซื้อ 42 งวด งวดละเดือน เดือนละ 12,561 บาททุกวันที่ 15 ของเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 15 พฤศจิกายน 2535 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่า เช่าซื้อ ตั้งแต่งวดแรกประจำวันที่ 15 พฤศจิกายน 2535 ต่อมา วันที่ 5 ธันวาคม 2535 รถยนต์ที่ เช่าซื้อ เกิดอุบัติเหตุได้รับความเสียหายจำเลยที่ 1 แจ้งให้บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ทราบและแจ้งให้โจทก์เรียกร้องค่าเสียหายจากผู้รับประกันภัยจำเลยที่ 1 เห็นว่ารถยนต์ที่ เช่าซื้อ เสียหายมากไม่สามารถซ่อมแซมให้ใช้การได้ จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ ไปยังโจทก์ แต่โจทก์เห็นว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ส่งคืนรถยนต์ที่ เช่าซื้อ และไม่ได้ชำระค่า เช่าซื้อ จึงมีหนังสือเตือนให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติตามสัญญา เช่าซื้อ ต่อไป โดยมีหนังสือเตือนให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ค่า เช่าซื้อ ที่ค้างชำระ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหาย คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์เป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่าพนักงานของโจทก์ตกลงที่จะไปเก็บค่า เช่าซื้อ จากจำเลยที่ 1 ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 เป็นการนำสืบถึงการปฏิบัติต่อกันระหว่างคู่สัญญา จึงไม่เป็นการนำสืบพยานเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญา เช่าซื้อ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข) แต่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เช่าซื้อ รถยนต์จากโจทก์แล้วจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่า เช่าซื้อ แก่โจทก์ จึงเป็นการผิดสัญญา จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่า พนักงานของโจทก์ตกลงที่จะไปเก็บค่า เช่าซื้อ จากจำเลยที่ 1 ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 แต่โจทก์ไม่ไปเก็บเงินค่า เช่าซื้อ เอง จำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นฝ่ายผิดสัญญา และศาลชั้นต้นชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญา เช่าซื้อ หรือไม่ ดังนี้ ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นประเด็นแห่งคดีโดยตรงและเป็นสาระแห่งคดีอันควรได้รับการวินิจฉัยด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ และเห็นว่าตามสัญญา เช่าซื้อ เอกสารหมาย จ.3 ข้อ 2 มีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 1 ผู้ เช่าซื้อ ตกลงชำระค่า เช่าซื้อ ให้แก่โจทก์ ณ ที่ทำการของโจทก์ตามที่ระบุไว้ในสัญญานี้ ภายในกำหนดระยะเวลาการ เช่าซื้อ และตามเงื่อนไขดังที่ระบุไว้ในบัญชีแสดงระยะเวลาการ เช่าซื้อ และการชำระเงินค่า เช่าซื้อ ดังต่อไปนี้ การที่จำเลยทั้งสองนำสืบพยานบุคคลว่า พนักงานของโจทก์ตกลงที่จะไปเก็บค่า เช่าซื้อ จากจำเลยที่ 1 ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 เช่นนี้จึงเป็นการนำสืบพยานบุคคลเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญา เช่าซื้อ ซึ่งกฎหมายบังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 94(ข) ที่จำเลยทั้งสองฎีกาข้อต่อไปว่า ตามสัญญา เช่าซื้อ เอกสารหมาย จ.3 ข้อ 9 กำหนดให้ผู้ เช่าซื้อ ต้องรับผิดค่าซ่อมแซมทรัพย์สินที่ เช่าซื้อ ให้กลับคืนสู่สภาพดีหลังจากผู้ เช่าซื้อ ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา จำเลยที่ 1 จึงสามารถบอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ และส่งมอบทรัพย์สินที่ เช่าซื้อ ในสภาพไม่เรียบร้อยได้ เมื่อโจทก์ไม่ยอมรับการบอกเลิกสัญญา จำเลยที่ 1 ก็คืนรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ไม่ได้ เพราะกรณีตามคดีนี้มิใช่กรณีตามปกติแต่เป็นกรณีรถยนต์ที่ เช่าซื้อ เกิดความเสียหายจนจำเลยที่ 1 ไม่ประสงค์จะใช้รถยนต์และผูกพันตามสัญญาต่อไป ดังนั้น การส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ จึงมิใช่ความผิดของจำเลยที่ 1 การบอกเลิกสัญญาของจำเลยที่ 1 จึงถูกต้องและชอบด้วยข้อสัญญานั้น เห็นว่าตามสัญญา เช่าซื้อ เอกสารหมาย จ.3 ข้อ 9 กำหนดว่า ในกรณีผู้ เช่าซื้อ ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามข้อ 7 ผู้ เช่าซื้อ จะต้องจ่ายค่าซ่อมแซมทรัพย์สินที่ เช่าซื้อ ให้กลับคืนสู่สภาพดีตามจำนวนที่เจ้าของประมาณขึ้นและจะต้องจ่ายค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินที่ เช่าซื้อ เป็นจำนวนเงินเท่ากับครึ่งหนึ่งของจำนวนเงินค่า เช่าซื้อ ทั้งหมด หักด้วยจำนวนเงินค่า เช่าซื้อ ที่ผู้ เช่าซื้อ ได้ชำระไปแล้วจนถึงวันบอกเลิกสัญญา (รวมทั้งเงินที่ชำระครั้งแรก) ให้แก่เจ้าของ นอกเหนือจากเงินจำนวนอื่นที่จะต้องจ่ายตามสัญญานี้แม้สัญญาข้อดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ในสภาพไม่เรียบร้อยได้ดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาก็ตาม แต่สัญญาข้อนี้ได้กำหนดหน้าที่ที่จำเลยที่ 1 จะต้องปฏิบัติไว้ด้วย เมื่อทางนำสืบของจำเลยทั้งสองไม่ปรากฏว่ามีการตกลงกันในเรื่องค่าซ่อมแซมรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ให้กลับคืนสู่สภาพดีกับค่าเสื่อมราคาของรถยนต์ที่ เช่าซื้อ และได้มีการจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว อันจะถือได้ว่าจำเลยทั้งสองปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวครบถ้วน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการบอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ ของจำเลยที่ 1 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 และไม่ชอบด้วยข้อสัญญานั้นชอบแล้ว ที่จำเลยทั้งสองฎีกาข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาประกันภัยรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ไว้ โดยให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ เมื่อรถยนต์ที่ เช่าซื้อ เสียหายโจทก์จึงควรเรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด ผู้รับประกันภัยก่อนแล้วมาเรียกร้องส่วนที่ยังขาดอยู่จากจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า ตามตารางกรมธรรม์เอกสารหมาย ล.2 ระบุเรื่องการจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้รับผลประโยชน์ว่าในกรณีที่มีความสูญหายหรือความเสียหายที่มิอาจซ่อมได้ บริษัทจะใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับผลประโยชน์ตามส่วนได้เสียก่อน และตามหนังสือเอกสารหมาย ล.10 มีข้อความระบุว่า บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด ได้ดำเนินการซ่อมรถยนต์ที่ เช่าซื้อ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ขอให้จำเลยที่ 1 ไปรับรถยนต์ดังกล่าวที่อู่กมลชัยการาจใกล้สถานีตำรวจนครบาลบางเขน แสดงว่ารถยนต์ที่ เช่าซื้อ สามารถซ่อมได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด ผู้รับประกันภัยในกรณีนี้ได้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7015/2542 บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ ธนสยาม จำกัด (มหาชน โจทก์ นาย เธียรชัย ณ นคร กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 573 ป.วิ.พ. ม. 94 (ข) , ม. 240 (3)