ฎีกาที่ 9636/2542
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
จำเลยไม่ไปจดทะเบียนรับโอน ที่ดิน ในวันที่กำหนดตามสัญญาจะซื้อขาย ที่ดิน หรือสัญญาวางมัดจำ ความเสียหายของโจทก์ผู้จะขายย่อมเกิดขึ้นแล้วนับแต่วันนั้น การที่จำเลยเขียนเช็คและมอบเช็คให้แก่โจทก์ในวันที่จำเลยได้ตกลงชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ แต่วันดังกล่าวก็มิใช่วันออกเช็ค วันออกเช็คคือวันอันเป็นวันที่ลงในเช็ค การออกเช็คพิพาทเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังในเบื้องต้นได้ว่า เมื่อวันที่ 19กรกฎาคม 2538 จำเลยทำสัญญาจะซื้อ ที่ดิน จากโจทก์ โดยวางเงินมัดจำและชำระราคาบางส่วนแล้ว กำหนดชำระราคา ที่ดิน ที่เหลือทั้งหมดและโอนกรรมสิทธิ์ ที่ดิน กันในวันที่ 19 กรกฎาคม 2539 ต่อมาวันที่ 18 กรกฎาคม2539 โจทก์และจำเลยตกลงเลื่อนวันชำระราคา ที่ดิน ที่เหลือและโอนกรรมสิทธิ์ ที่ดิน กันไปเป็นวันที่ 18 ตุลาคม 2539 โดยทำสัญญาจะซื้อขาย ที่ดิน ขึ้นใหม่และจำเลยออกเช็คพิพาทสั่งจ่ายเงินจำนวน 475,920 บาท ลงวันที่สั่งจ่ายวันที่ 18 ตุลาคม 2539 แก่โจทก์ เมื่อถึงวันที่ 18 ตุลาคม 2539 โจทก์และจำเลยไม่ได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ ที่ดิน ที่จะซื้อขายกัน และโจทก์นำเช็คพิพาทไปเข้าบัญชีโจทก์เพื่อเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยให้เหตุผลว่า"ลายมือชื่อไม่เหมือนตัวอย่างที่ให้ไว้กับธนาคาร" มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ แต่การวินิจฉัยปัญหานี้จำต้องอาศัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คเพื่อการใด ซึ่งศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวน โจทก์มีตัวโจทก์ นายลักษณ์ พุ่มสารี และนางกิมเลี้ยงพุ่มเจริญ เบิกความเป็นพยานทำนองเดียวกันว่า วันที่ 18 กรกฎาคม 2539จำเลยและภริยาของจำเลยมาติดต่อกับโจทก์บอกว่ามีเงินไม่พอรับโอน ที่ดิน สองแปลง ขอรับโอน ที่ดิน แปลงของนางกิมเลี้ยงพี่สาวโจทก์ก่อน ส่วน ที่ดิน ของโจทก์นั้นจำเลยขอเลื่อนการโอนไปอีก 3 เดือน โดยจำเลยยินยอมจะใช้ค่าเสียหายให้ โจทก์ยินยอม ในวันเดียวกันจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารกสิกรไทย สาขาถนนพระรามที่ 2 ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2539 จำนวนเงิน475,920 บาท เพื่อชำระหนี้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์โดยคิดจากราคา ที่ดิน ที่เหลือเป็นดอกเบี้ย 3 เดือน ในอัตราร้อยละ 1.50 บาท ต่อเดือน เห็นว่า โจทก์เป็นคู่สัญญาจะซื้อขาย ที่ดิน กับจำเลย นางกิมเลี้ยงก็เป็นคู่สัญญาจะซื้อขาย ที่ดิน กับภริยาจำเลย โดยนายลักษณ์เป็นพยานที่ลงลายมือชื่อในสัญญาจะซื้อขายและวางมัดจำทุกฉบับ จึงย่อมจะรู้เห็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามปากดังกล่าวสอดคล้องกับสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 ประกอบกับเมื่อคิดคำนวณค่าเสียหายในอัตราร้อยละ 1.50 ต่อเดือน เป็นเวลา 3 เดือน ของราคา ที่ดิน ส่วนที่เหลือจำนวน 10,576,000 บาท ตามสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำเอกสารหมาย จ.2 แล้ว จะได้เงินจำนวน 475,920 บาท เท่ากับจำนวนเงินตามเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.4 พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟัง และเชื่อว่าจำเลยได้ตรวจสอบ ที่ดิน และพอใจจะซื้อ ที่ดิน ตามสภาพที่เป็นอยู่ หากจำเลยเห็นว่า ที่ดิน ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะและประสงค์จะซื้อ ที่ดิน ในสภาพที่ออกสู่ทางสาธารณะได้จำเลยซึ่งเป็นผู้ทำสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 ก็น่าจะต้องระบุเงื่อนไขดังกล่าวไว้ในสัญญาโดยชัดแจ้ง แต่สัญญาดังกล่าวกลับไม่มีข้อความระบุว่าโจทก์จะต้องดำเนินการให้ ที่ดิน ออกสู่ทางสาธารณะนอกจากนั้นยังปรากฏว่าภริยาจำเลยยอมรับโอนกรรมสิทธิ์ ที่ดิน แปลงของนางกิมเลี้ยงโดยมิได้โต้แย้ง ส่วนจำเลยก็ได้ทำสัญญาจะซื้อขาย ที่ดิน หรือสัญญาวางมัดจำฉบับใหม่กับโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.3 เลื่อนวันรับโอนกรรมสิทธิ์ ที่ดิน ออกไปอีก 3 เดือน พร้อมทั้งออกเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.4มอบให้โจทก์ ซึ่งหากโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจำเลยและภริยาจำเลยไม่น่าที่จะปฏิบัติเช่นนั้น และจำเลยก็น่าจะระบุเงื่อนไขเรื่องทางออกสู่ทางสาธารณะไว้ในสัญญาที่ทำขึ้นใหม่ตามเอกสารหมาย จ.3 แต่ก็ไม่ปรากฏข้อความดังกล่าวข้อนำสืบของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.4 เพื่อชำระหนี้ค่าเสียหายที่ไม่สามารถไปจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ ที่ดิน ตามสัญญาจะซื้อขาย ที่ดิน หรือสัญญาวางมัดจำเอกสารหมาย จ.2 ปัญหาวินิจฉัยต่อไปมีว่า การออกเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.4ดังกล่าว เป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยไม่ไปจดทะเบียนรับโอน ที่ดิน ในวันที่กำหนดตามสัญญาจะซื้อขาย ที่ดิน หรือสัญญาวางมัดจำเอกสารหมาย จ.2 นั้นความเสียหายของโจทก์ย่อมเกิดขึ้นแล้วนับแต่วันนั้น มิใช่เกิดเมื่อครบกำหนดในวันที่ระบุตามสัญญาจะซื้อขายหรือวางมัดจำเอกสารหมาย จ.3 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ส่วนวันออกเช็คตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 นั้นคือวันที่ลงในเช็ค วันที่เขียนเช็คหาใช่วันออกเช็คไม่ แม้ข้อเท็จจริงจะฟังเป็นยุติว่า จำเลยเขียนเช็คและมอบเช็คให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2539 ซึ่งในวันดังกล่าวจำเลยได้ตกลงชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เพราะไม่สามารถไปรับจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ ที่ดิน ตามที่วินิจฉัยข้างต้นอยู่แล้ว แต่วันดังกล่าวก็มิใช่วันออกเช็ค วันออกเช็คคือวันที่ 18 ตุลาคม 2539 อันเป็นวันที่ลงในเช็ค ดังนั้น เช็คพิพาทตามเอกสารหมาย จ.4 จึงเป็นเช็คที่ออกเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยแต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 1 ปี นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าหนักไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษเสียใหม่" พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ให้ลงโทษจำคุก 4 เดือน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9636/2542 นาง อำไพ จินดาพลอย โจทก์ นาย วิรัช สังข์โพธิ์ จำเลย พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4