ฎีกาที่ 7939/2542
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
คดีนี้เจ้าพนักงานได้ทำการประเมินว่าในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2537 จำเลยมียอดรายรับจากมูลค่าสินค้าส่งออกกับเงินชดเชยในรูปบัตร ภาษี และมูลค่าการส่งออกรวมเป็นรายรับทั้งสิ้น 234,333,578 บาท แต่จำเลยไม่นำบัญชีและเอกสารไปให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบไต่สวน เจ้าพนักงานประเมินจึงใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 71(1) ประเมินให้จำเลยเสีย ภาษี ในอัตราร้อยละ 5ของยอดรายรับดังกล่าว พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ตามมาตรา 27จำเลยไม่ได้โต้แย้งการประเมินและไม่ได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน ตามมาตรา 30 ซึ่งมีผลทำให้จำเลยไม่อาจนำคดีมาฟ้องศาลเพื่อโต้แย้งการประเมินของเจ้าพนักงานของโจทก์และทำให้หนี้ ภาษี อากรที่ถูกประเมินดังกล่าวเป็น ภาษี อากรค้างอันจะถูกโจทก์บังคับชำระได้ตามมาตรา 12 เท่านั้นแต่เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเพื่อบังคับจำเลยให้ชำระหนี้ดังกล่าวโจทก์จึงมีภาระพิสูจน์ด้วยการนำพยานหลักฐานเข้าสืบ เพื่อให้รับฟังตามที่โจทก์กล่าวอ้าง เมื่อข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีรายรับเป็นเงินจำนวน 234,333,578 บาทตามการประเมิน แต่รับฟังได้เพียงว่าจำเลยมีรายรับเพียง 222,404,146.96 บาทศาล ภาษี อากรกลางจึงมีอำนาจปรับปรุงยอดรายรับและแก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน 89,547,903 บาทแก่โจทก์ และให้จำเลยรับผิดในเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงิน ภาษี จำนวน 53,288,899.20 บาท นับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2541เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ไม่เกินค่า ภาษี ค้าง จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ระหว่างพิจารณา ศาลมีคำสั่งให้แยกข้อหาของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2536 โดยให้โจทก์ไปฟ้องเป็นคดีใหม่และเมื่อแยกข้อหาของโจทก์ดังกล่าวแล้วโจทก์ขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน 18,043,685.51 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยรับผิดในเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงิน ภาษี จำนวน11,716,678.90 บาท นับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ไม่เกินค่า ภาษี ที่ค้าง ศาล ภาษี อากรกลางพิพากษาให้จำเลยโดยนายนำพล ทองศรี ในฐานะผู้ชำระบัญชี ชำระเงินค่า ภาษี เงินได้นิติบุคคลจำนวน 11,120,207.35 บาท พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงิน ภาษี จำนวนดังกล่าวโดยเริ่มนับเมื่อพ้นกำหนดเวลาหนึ่งร้อยห้าสิบวันที่นับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2537 ของจำเลย แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวน ภาษี ที่ต้องเสียหรือนำส่ง กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรวินิจฉัย "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เมื่อเจ้าพนักงานประเมินได้ประเมิน ภาษี แก่จำเลยแล้วจำเลยมิได้โต้แย้ง และมิได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จะถือว่าหนี้ ภาษี ดังกล่าวเป็นหนี้แน่นอน ไม่อาจเปลี่ยนแปลงการประเมินได้หรือไม่ เห็นว่าคดีนี้เจ้าพนักงานได้ทำการประเมินว่าในรอบระยะเวลาบัญชี 2537 จำเลยมียอดรายรับจากมูลค่าสินค้าส่งออกเป็นเงิน 203,749,318.83 บาท กับเงินชดเชยในรูปบัตร ภาษี เป็นเงิน 18,642,143.13 บาท และมูลค่าการส่งออกอีก 11,942,116.04 บาทรวมเป็นรายรับทั้งสิ้น 234,333,578 บาท แต่จำเลยไม่นำบัญชีและเอกสารไปให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบไต่สวน เจ้าพนักงานประเมินจึงใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 71(1) ประเมินให้จำเลยเสีย ภาษี ในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับดังกล่าวเป็นเงิน 11,716,678.90 บาท พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ตามมาตรา 27 จำเลยมิได้โต้แย้งการประเมินและมิได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน ตามมาตรา 30ซึ่งมีผลทำให้จำเลยไม่อาจนำคดีมาฟ้องศาลเพื่อโต้แย้งการประเมินของเจ้าพนักงานของโจทก์และทำให้หนี้ ภาษี อากรที่ถูกประเมินดังกล่าวเป็น ภาษี อากรค้างอันจะถูกโจทก์บังคับชำระได้ตามมาตรา 12 เท่านั้น แต่เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเพื่อบังคับจำเลยให้ชำระหนี้ดังกล่าวโจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ด้วยการนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อให้รับฟังได้ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง เมื่อข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีรายรับเป็นเงินจำนวน 234,333,578 บาท ตามการประเมินแต่รับฟังได้เพียงว่าจำเลยมีรายรับเพียง 222,404,146.96 บาท ศาล ภาษี อากรกลางจึงมีอำนาจปรับปรุงยอดรายรับและแก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7939/2542 กรมสรรพากร โจทก์ บริษัท โฟร์โก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โดยนาย นำพล ทองศรี จำเลย ในฐานะผู้ชำระบัญชี จำเลย ป.วิ.พ. ม. 84 ป.รัษฎากร ม. 12 , ม. 27 , ม. 30 , ม. 71 (1)