ฎีกาที่ 7925/2542
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
พ.ร.บ. ภาษี สรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 10 (1) (ก) และประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ขยายกำหนดเวลาชำระ ภาษี สรรพสามิต ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2534 ข้อ 2 (1) กำหนดให้ผู้ประกอบอุตสาหกรรมยื่นแบบรายการ ภาษี พร้อมกับชำระ ภาษี ภายใน 10 วัน นับแต่วันที่นำน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันออกจากโรงอุตสาหกรรม วันที่นำน้ำมันออกจากโรงอุตสาหกรรม หมายถึงแต่ละวันหรือระยะเวลาตั้งแต่ 00.00 นาฬิกา ถึง 24 นาฬิกา ของแต่ละวัน ดังนั้น ความรับผิดในอันจะต้องเสีย ภาษี ต้องถือตามปริมาณน้ำมันที่นำออกพ้นไปจากโรงอุตสาหกรรม ณ เวลา 24 นาฬิกาของแต่ละวันเป็นเกณฑ์ในการยื่นแบบรายการ ภาษี และชำระ ภาษี ภายใน 10 วัน นับแต่วันนั้น โดยไม่จำต้องคำนึงว่าการส่งจ่ายน้ำมันทางท่อแบบวงจรต่อเนื่องจะเสร็จสิ้นกระบวนการทุกขั้นตอนเมื่อใด การที่โจทก์นำประมาณน้ำมันทั้งหมดตั้งแต่วันเริ่มต้นส่งจ่ายน้ำมันทางท่อจนถึงวันเสร็จสิ้นกระบวนการส่งจ่ายน้ำมันไปยื่นแบบรายการ ภาษี และชำระ ภาษี ในคราวเดียวพร้อมกันในกำหนด 10 วัน นับแต่วันเสร็จสิ้นกระบวนการส่งจ่ายน้ำมันจึงไม่ถูกต้อง ระเบียบกรมสรรพสามิตว่าด้วยการควบคุมโรงงานอุตสาหกรรมทำน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน ฉบับลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2507 และฉบับที่ 2/2525 ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2525 เป็นหลักเกณฑ์ทางปฏิบัติเพื่อควบคุมการตรวจสอบการนำน้ำมันออกจากโรงอุตสาหกรรมให้อยู่ในความรู้เห็นและยินยอมของพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมโรงงาน เพื่อทราบปริมาณน้ำมันที่ส่งจ่ายออกไปทั้งหมด เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบกับจำนวน ภาษี ที่โจทก์ชำระ ไม่เกี่ยวกับกำหนดเวลาการยื่นแบบรายการ ภาษี และชำระ ภาษี โจทก์จึงไม่อาจอ้างระเบียบดังกล่าวมาลบล้างกำหนดเวลาในการยื่นแบบรายการ ภาษี และชำระ ภาษี ได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการอุตสาหกรรมกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมและผลิตภัณฑ์กลั่นน้ำมันแร่ทุกชนิดและจดทะเบียน ภาษี สรรพสามิตตามพระราชบัญญัติ ภาษี สรรพสามิตและพระราชบัญญัติพิกัดอัตรา ภาษี สรรพสามิต จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทกรมในสังกัดกระทรวงการคลัง มีหน้าที่จัดเก็บ ภาษี สรรพสามิต เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2540 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยแจ้งการประเมิน ภาษี สรรพสามิตให้โจทก์ชำระเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และ ภาษี เก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยสำหรับเดือนกรกฎาคมถึงธันวาคม 2538 รวมจำนวน 2,015,253,289.23 บาทตามหนังสือแจ้งการประเมิน ภาษี สรรพสามิตที่ กค.0711/24338 ลงวันที่ 30 มิถุนายน2540 และวันที่ 9 มกราคม 2541 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยแจ้งการประเมิน ภาษี สรรพสามิตให้โจทก์ชำระเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และ ภาษี เก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยสำหรับเดือนมกราคมถึงธันวาคม 2539 รวมจำนวน 4,073,899,573.69 บาท ตามหนังสือแจ้งการประเมิน ภาษี สรรพสามิต ที่ กค.0711/486 ลงวันที่ 9 มกราคม 2541โดยอ้างว่า โจทก์ชำระ ภาษี เกินเวลาที่กฎหมายกำหนดโจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่ออธิบดีกรมสรรพสามิต อธิบดีกรมสรรพสามิตมีคำวินิจฉัยที่ กค.0710/8533 ลงวันที่ 10 มีนาคม 2541 ให้ลดเบี้ยปรับและแก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินสำหรับรอบระยะเวลาเดือนกรกฎาคมถึงธันวาคม 2538 คงให้โจทก์ชำระเบี้ยปรับเงินเพิ่มและ ภาษี เก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทย รวมจำนวน 99,714,786.96 บาท และคำวินิจฉัยที่ กค.0710/17238 ลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2541 ให้ลดเบี้ยปรับและแก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินสำหรับรอบระยะเวลาเดือนมกราคมถึงธันวาคม2539 คงให้โจทก์ชำระเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และ ภาษี เก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยรวมจำนวน226,013.268.25 บาท โจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมสรรพสามิตทั้งสองฉบับดังกล่าวต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อมาวันที่ 30 ตุลาคม 2541 โจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ 3/2541 ลงวันที่ 20 ตุลาคม2541 ซึ่งวินิจฉัยคำอุทธรณ์คัดค้านของโจทก์ทั้งสองฉบับรวมกันให้แก้คำวินิจฉัยของอธิบดีกรมสรรพสามิต โดยให้งดเบี้ยปรับ ลดเงินเพิ่มเหลือเรียกเก็บร้อยละ 0.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงิน ภาษี ที่ต้องชำระโดยไม่รวมเบี้ยปรับและ ภาษี เก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยร้อยละ 10 คงให้โจทก์ชำระเงินเพิ่มจำนวน 26,919,673.98 บาทและ ภาษี เก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยจำนวน 2,691,967.39 บาท รวมจำนวน29,611,641.37 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตลอดจนคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมสรรพสามิตและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เพราะโจทก์เป็นผู้ผลิตน้ำมันโดยมีโรงกลั่นน้ำมันของตนเอง โจทก์จ่ายน้ำมันให้แก่ลูกค้าโดยทางเรือทางรถยนต์และทางท่อส่งน้ำมัน และยื่นแบบรายการ ภาษี ทุกวัน การประเมิน ภาษี รายพิพาทเกิดจากการจ่ายน้ำมันทางท่อส่งน้ำมัน ซึ่งโจทก์ปฏิบัติตามกฎหมายระเบียบกรมสรรพสามิตว่าด้วยการควบคุมโรงงานอุตสาหกรรมทำน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2507 และหนังสือของจำเลยที่ กค.0705/35775 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2538 ที่กำหนดแนวทางการควบคุมหรือแนวปฏิบัติของการส่งน้ำมันทางท่อของโจทก์ กล่าวคือ ในการส่งจ่ายน้ำมันทางท่อ โจทก์มีถังจ่ายน้ำมันรวม 7 ถังและทำการส่งจ่ายน้ำมันแบบวงจรต่อเนื่องติดต่อกันจนเสร็จสิ้นทั้งระบบ ก่อนเริ่มการส่งจ่ายน้ำมันพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจะตรวจสอบปริมาณน้ำมันที่มีอยู่ในถังเมื่อส่งจ่ายน้ำมันเสร็จสิ้น พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยก็จะตรวจสอบปริมาณน้ำมันในถังอีกครั้งหนึ่ง ทำให้ทราบปริมาณน้ำมันที่ถูกส่งจ่ายไปและเป็นจำนวนที่โจทก์นำไปยื่นแบบรายการ ภาษี ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ในการนี้โจทก์ได้ติดตั้งระบบเครื่องวัดอัตโนมัติที่ถังจ่ายน้ำมันเพื่ออ่านค่าปริมาณน้ำมัน ณ เวลา 24 นาฬิกา หรือเวลาใกล้เคียง เพื่อให้ทราบค่าปริมาณน้ำมันโดยประมาณในระหว่างการส่งน้ำมัน และจัดทำกระดาษทำการ (Supply Notification) ตามตัวเลขที่ได้จากเครื่องวัดอัตโนมัติดังกล่าวสำหรับตรวจสอบกระทบยอดและการควบคุมภายในของโจทก์ ตลอดจนใช้เป็นตัวเลขในการจัดทำรายงานแจ้งปริมาณน้ำมันสำรองประจำวันของโจทก์และลูกค้าของโจทก์ต่อกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ตามพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิงพ.ศ. 2521 แต่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยกลับนำตัวเลขตามกระดาษทำการดังกล่าวมาเป็นฐานในการคำนวณซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะไม่ใช่ตัวเลขที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้จากการตรวจสอบตามระเบียบของจำเลย โจทก์ยื่นแบบรายการ ภาษี และชำระ ภาษี ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดโดยถูกต้องแล้ว ส่วนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตลอดจนคำวินิจฉัยของอธิบดีจำเลยและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ 3/2541 ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2541 จำเลยให้การว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว เพราะตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติ ภาษี สรรพสามิตพ.ศ. 2527 และประกาศกระทรวงการคลังเรื่องขยายกำหนดเวลาชำระ ภาษี สรรพสามิต ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2534 โจทก์มีหน้าที่ต้องยื่นแบบรายการ ภาษี พร้อมกับชำระ ภาษี ภายใน 10 วัน นับแต่วันที่นำน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันออกจากโรงงานอุตสาหกรรม แต่ในกรณีที่โจทก์ส่งน้ำมันออกจากโรงกลั่นน้ำมันของโจทก์ทางท่อส่งน้ำต่อเนื่องกันหลายวัน โจทก์ไม่ได้นำปริมาณน้ำมันที่ส่งออกในแต่ละวันไปยื่นแบบรายการเพื่อชำระ ภาษี สรรพสามิตภายใน 10 วัน นับแต่วันที่นำน้ำมันออกจากโรงงานอุตสาหกรรมแต่ถือเอาวันที่การส่งออกเสร็จสิ้นซึ่งบางครั้งใช้เวลา 2 ถึง 3 วัน การยื่นแบบรายการ ภาษี ของโจทก์จึงเกินเวลาที่กฎหมายกำหนดอันมีผลเท่ากับโจทก์มิได้ยื่นแบบรายการ ภาษี ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ในการส่งน้ำมันทางท่อของโจทก์ดังกล่าวสามารถตรวจสอบได้จากหลักฐานรายงานการจ่ายน้ำมันสำหรับวงจรการจ่ายน้ำมันที่สิ้นสุดแล้ว (Supply Notification) และรายงานสินค้าน้ำมันคงเหลือในถังของลูกค้าแต่ละรายและของโจทก์ (Tank Stock Card Allocated by Ownership)ที่แสดงวันเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของการจ่ายน้ำมันแต่ละชนิด ปริมาณน้ำมันที่สูบถ่ายออกจากโรงกลั่นน้ำมันของโจทก์เข้าท่อส่งน้ำมันและปริมาณน้ำมันแต่ละชนิดที่มีการสูบถ่ายออกจากโรงงานของโจทก์ภายในเวลา 24 นาฬิกาของแต่ละวัน จากการตรวจสอบของเจ้าพนักงานประเมินพบว่า ปริมาณน้ำมันที่โจทก์แจ้งตามแบบรายการ ภาษี ถูกต้องแล้วโจทก์จึงไม่ต้องรับผิดชำระค่า ภาษี เพิ่ม แต่ที่โจทก์ถือเอาวันที่สิ้นสุดการจ่ายน้ำมันเป็นวันเริ่มต้นนับระยะเวลา 10 วัน ในการยื่นแบบรายการ ภาษี และชำระ ภาษี สรรพสามิตแก่จำเลยนั้นไม่ถูกต้อง เพราะไม่ได้ยื่นแบบรายการ ภาษี และชำระ ภาษี ตามปริมาณน้ำมันที่ได้นำออกจากโรงกลั่นของโจทก์ซึ่งเป็นโรงงานอุตสาหกรรมเป็นรายวัน เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยจึงมีอำนาจประเมินให้โจทก์ชำระเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และ ภาษี เก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทย โดยคำนวณตามปริมาณน้ำมันที่มีการนำออกจากโรงกลั่นของโจทก์ณ เวลา 24 นาฬิกาของแต่ละวัน แต่เนื่องจากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่าโจทก์ไม่มีเจตนาทุจริตและหลีกเลี่ยง ภาษี ทั้งให้ความร่วมมือกับพนักงานเจ้าหน้าที่จึงให้งดเบี้ยปรับและลดเงินเพิ่มแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาล ภาษี อากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการอุตสาหกรรมกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมและผลิตภัณฑ์กลั่นน้ำมันแร่ทุกชนิดโดยมีโรงกลั่นน้ำมันของตนเองและจดทะเบียน ภาษี สรรพสามิตตามพระราชบัญญัติ ภาษี สรรพสามิตและพระราชบัญญัติพิกัดอัตรา ภาษี สรรพสามิต เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2540 และวันที่ 9 มกราคม 2541 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้มีหนังสือแจ้งการประเมิน ภาษี สรรพสามิตให้โจทก์ชำระเบี้ยปรับเงินเพิ่ม และ ภาษี เก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยสำหรับเดือนกรกฎาคมถึงธันวาคม 2538 รวมจำนวน2,015,253,289.23 บาท และสำหรับเดือนมกราคมถึงธันวาคม 2539 รวมจำนวน4,073,899,573.69 บาท ตามลำดับโจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่ออธิบดีกรมสรรพสามิต อธิบดีกรมสรรพสามิตมีคำวินิจฉัยให้ลดเบี้ยปรับและแก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินคงให้โจทก์ชำระเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และ ภาษี เก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยสำหรับรอบระยะเวลาเดือนกรกฎาคมถึงธันวาคม 2538 รวมจำนวน 99,714,786.96บาท และสำหรับรอบระยะเวลาเดือนมกราคมถึงธันวาคม 2539 รวมจำนวน226,013,268.25 บาท ตามลำดับ โจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมสรรพสามิตต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฉบับในคำวินิจฉัยอุทธรณ์ฉบับเดียวกันให้แก้คำวินิจฉัยของอธิบดีกรมสรรพสามิตโดยให้งดเบี้ยปรับ ลดเงินเพิ่มเหลือเรียกเก็บร้อยละ 0.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงิน ภาษี ที่ต้องชำระโดยไม่รวมเบี้ยปรับและ ภาษี เก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยร้อยละ 10 คงให้โจทก์ชำระเงินเพิ่มจำนวน 26,919,673.98 บาท และ ภาษี เก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยจำนวน 2,691,967.39 บาท รวมจำนวน 29,611,641.37บาท ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ 3/2541 ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2541 โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงฟ้องคดีนี้ โจทก์จ่ายน้ำมันให้แก่ลูกค้าโดยทางเรือ ทางรถยนต์และทางท่อส่งน้ำมันและยื่นแบบรายการ ภาษี ทุกวันโดยโจทก์มีหน้าที่ต้องยื่นแบบรายการเสีย ภาษี สรรพสามิตภายใน 10 วัน นับแต่วันที่นำน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันออกจากโรงกลั่นของโจทก์ตามพระราชบัญญัติ ภาษี สรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 10 ประกอบประกาศกระทรวงการคลังเรื่องขยายกำหนดเวลาชำระ ภาษี สรรพสามิต ลงวันที่ 30 ธันวาคม2534 ในการจ่ายน้ำมันทางท่อส่งน้ำมันโจทก์ใช้ถังเก็บน้ำมันจำนวน 7 ถัง และจำเลยกำหนดวิธีปฏิบัติไว้ตามระเบียบกรมสรรพสามิตว่า ด้วยการควบคุมโรงงานอุตสาหกรรมทำน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2507 ซึ่งมีสาระสำคัญว่า การจ่ายน้ำมันออกจากถังเก็บน้ำมันต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบควบคุมของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จการ สำหรับการประเมิน ภาษี รายพิพาทสืบเนื่องจากการจ่ายน้ำมันทางท่อส่งน้ำมันที่วงจรการจ่ายน้ำมันครั้งหนึ่งใช้เวลาเกินกว่า 1 วัน โจทก์นำปริมาณน้ำมันที่โจทก์ส่งจ่ายทางท่อส่งน้ำมันตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จการไปรวมยื่นแบบรายการเสีย ภาษี สรรพสามิตคราวเดียวในกำหนด 10 วัน นับแต่วันที่การส่งจ่ายน้ำมันเสร็จสิ้น แต่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยเห็นว่าโจทก์ต้องนำปริมาณน้ำมันที่ส่งจ่ายออกไปทางท่อของแต่ละวันไปยื่นแบบรายการเสีย ภาษี สรรพสามิตภายใน 10 วันของแต่ละวันโดยถือเอาเวลา 24 นาฬิกาของวันเป็นเกณฑ์ และนำตัวเลขปริมาณน้ำมันตามกระดาษทำการ (Supply Notification) ที่โจทก์จัดทำขึ้นสำหรับตรวจสอบกระทบยอดและการควบคุมภายในเพื่อทราบปริมาณน้ำมันโดยประมาณ ณเวลา 24 นาฬิกา หรือเวลาใกล้เคียงและใช้สำหรับจัดทำรายงานแจ้งปริมาณน้ำมันสำรองประจำวันของโจทก์และลูกค้าของโจทก์ต่อกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ตามพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2521 เป็นฐานในการคำนวณ ภาษี มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์ยื่นแบบรายการเสีย ภาษี สรรพสามิตภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายหรือไม่ พระราชบัญญัติ ภาษี สรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 10 (1) (ก) บัญญัติว่า "ถ้าสินค้าอยู่ในโรงอุตสาหกรรม ให้ถือว่า ความรับผิดในอันจะต้องเสีย ภาษี เกิดขึ้นในเวลาที่นำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรม..." ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องขยายกำหนดเวลาชำระ ภาษี สรรพสามิต ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2534 ข้อ 2 (1) ระบุไว้ว่า "กรณีความรับผิดในอันจะต้องเสีย ภาษี เกิดขึ้นในเวลาที่นำสินค้าน้ำมัน และผลิตภัณฑ์น้ำมันออกจากโรงอุตสาหกรรมหรือคลังสินค้าทัณฑ์บน ให้ผู้ประกอบอุตสาหกรรมยื่นแบบรายการ ภาษี พร้อมกับชำระ ภาษี ภายใน 10 วัน นับแต่วันที่นำน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันนั้นออกจากโรงอุตสาหกรรมหรือคลังสินค้าทัณฑ์บน" จากข้อความในบทบัญญัติและประกาศดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนว่า กฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบอุตสาหกรรมยื่นแบบรายการ ภาษี พร้อมกับชำระ ภาษี ภายใน 10 วัน นับแต่วันที่นำน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันออกจากโรงอุตสาหกรรม วันที่นำน้ำมันออกจากโรงอุตสาหกรรมนั้นหมายถึงแต่ละวันหรือระยะเวลาตั้งแต่00.00 นาฬิกา ถึง 24 นาฬิกา ของแต่ละวัน ดังนั้น ความรับผิดในอันจะต้องเสีย ภาษี ก็ต้องถือตามปริมาณน้ำมันที่นำออกพ้นไปจากโรงอุตสาหกรรม ณ เวลา 24 นาฬิกาของแต่ละวันเป็นเกณฑ์ในการยื่นแบบรายการ ภาษี และชำระ ภาษี ภายใน 10 วัน นับแต่วันนั้น โดยไม่จำต้องคำนึงว่าการส่งจ่ายน้ำมันทางท่อแบบวงจรต่อเนื่องจะเสร็จสิ้นกระบวนการทุกขั้นตอนเมื่อใด การที่โจทก์นำปริมาณน้ำมันทั้งหมดตั้งแต่วันเริ่มต้นส่งจ่ายน้ำมันทางท่อจนถึงวันเสร็จสิ้นกระบวนการส่งจ่ายน้ำมันไปยื่นแบบรายการ ภาษี และชำระ ภาษี ในคราวเดียวพร้อมกันในกำหนด 10 วัน นับแต่วันเสร็จสิ้นกระบวนการส่งจ่ายน้ำมันจึงไม่ถูกต้อง ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ปฏิบัติตามระเบียบกรมสรรพสามิตว่า ด้วยการควบคุมโรงงานอุตสาหกรรมทำน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันฉบับลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2507และฉบับที่ 2/2525 ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2525 ที่ได้กำหนดให้เอาวันที่เสร็จสิ้นกระบวนการทุกขั้นตอนซึ่งรวมถึงการตรวจสอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมโรงงานจึงจะถือว่า เป็นการนำน้ำมันออกจากโรงอุตสาหกรรมโดยสมบูรณ์นั้น เห็นว่า ระเบียบดังกล่าวเป็นหลักเกณฑ์ทางปฏิบัติเพื่อควบคุมการตรวจสอบการนำน้ำมันออกจากโรงอุตสาหกรรมให้อยู่ในความรู้เห็นและยินยอมของพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมโรงงานเพื่อทราบปริมาณน้ำมันที่ส่งจ่ายออกไปทั้งหมดเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบกับจำนวน ภาษี ที่โจทก์ชำระ ไม่เกี่ยวกับกำหนดเวลาการยื่นแบบรายการ ภาษี และชำระ ภาษี โจทก์จึงไม่อาจอ้างระเบียบดังกล่าวมาลบล้างกำหนดเวลาในการยื่นแบบรายการ ภาษี และชำระ ภาษี ได้ ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่เจ้าพนักงานประเมินนำตัวเลขจากกระดาษทำการ (Supply Notification) มาประเมิน ภาษี สรรพสามิตไม่ถูกต้องเนื่องจากเป็นตัวเลขโดยประมาณที่โจทก์กำหนดขึ้นมาแต่ฝ่ายเดียวโดยไม่ผ่านการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่นั้น เห็นว่า โจทก์มิได้โต้แย้งว่าตัวเลขที่ปรากฏในกระดาษทำการไม่ใช่ตัวเลขปริมาณน้ำมันที่มีการส่งจ่ายออกไป ณ เวลา 24 นาฬิกาของแต่ละวันหรือตัวเลขนั้นไม่ถูกต้องอย่างไร อีกทั้งจำนวน ภาษี ที่เจ้าพนักงานประเมินคำนวณจากตัวเลขดังกล่าวกับจำนวน ภาษี ที่โจทก์ยื่นชำระก็มีจำนวนตรงกันตามหนังสือแจ้งการประเมิน ภาษี สรรพสามิตเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 และ 4 แสดงว่า ตัวเลขที่ปรากฏในกระดาษทำการถูกต้องเชื่อถือได้ แต่เนื่องจากโจทก์ชำระ ภาษี ล่าช้าจึงต้องรับผิดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ สำหรับปัญหาที่ว่าโจทก์ต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มและ ภาษี เก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือไม่นั้นในเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์มิได้ยื่นแบบรายการเสีย ภาษี สรรพสามิตภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายตามที่ได้วินิจฉัยไว้แล้วโจทก์ย่อมต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มและ ภาษี เก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทย ทั้งโจทก์ก็ยอมรับในวันชี้สองสถานแล้วว่า ตัวเลขตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์นั้นเป็นตัวเลขที่คำนวณถูกต้องแล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหานี้อีกต่อไป ที่ศาล ภาษี อากรกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7925/2542 บริษัทไทยออยล์ จำกัด โจทก์ กรมสรรพสามิต จำเลย พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ม. 10