ฎีกาที่ 8573/2542
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ศาลในคดีก่อนพิจารณาว่าจำเลย (โจทก์คดีนี้) ไม่ได้ระบุอ้างบันทึกข้อตกลงในโฉนดที่ดินเป็นพยาน ทั้งบันทึกข้อตกลงดังกล่าวเป็นเพียงสำเนาเอกสาร แม้ภายหลังจำเลย (โจทก์คดีนี้) จะส่งต้นฉบับต่อศาล แต่ก็เป็นเวลาหลังจากสืบพยานโจทก์จำเลยเสร็จแล้ว โดยไม่มีพยานมาสืบประกอบ จึงรับฟังไม่ได้ พยานหลักฐานโจทก์ (จำเลยคดีนี้) มีน้ำหนักให้รับฟังยิ่งกว่าพยานจำเลย (โจทก์คดีนี้) ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ (จำเลยคดีนี้) ตกลงจะจดทะเบียน ภาระจำยอม ให้แก่จำเลย (โจทก์คดีนี้) ก่อนให้ชำระหนี้ค่าที่ดิน พิพากษายกฟ้องแย้ง ถือได้ว่าศาลได้วินิจฉัยเนื้อหาของประเด็นข้อพิพาทในคดีก่อนแล้ว เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยนำที่ดินพิพาทแปลงเดียวกันไปจดทะเบียน ภาระจำยอม อ้างเหตุตามบันทึกข้อตกลงเดียวกัน มีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามมิให้โจทก์นำมาว่ากล่าวฟ้องร้องเอาแก่จำเลยซึ่งเป็นคู่ความเดียวกันกับคดีก่อนอีก ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 148929 ตำบลบางอ้อ อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ไปจดทะเบียน ภาระจำยอม ให้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 116139 ตำบลบางอ้อ อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ หากไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 400,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 148929 ไปจดทะเบียน ภาระจำยอม ให้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 116139 ของโจทก์ หากไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 200,000 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 50,000 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 116139 เนื้อที่ 2 งาน 98 ตารางวา มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2532 จำเลยได้ขายที่ดินให้โจทก์และจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม จำนวนเนื้อที่ 2 งาน 19 ตารางวา โดยโจทก์ต้องชำระราคาแก่จำเลยเป็นจำนวน 2,842,187 บาท แต่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยไม่ครบ ยังคงค้างชำระอยู่เป็นจำนวน 1,000,000 บาท ต่อมาปี 2535 ได้มีการแบ่งแยกโฉนดที่ดินเลขที่ 116139 ส่วนของจำเลยออกเป็นโฉนดเลขที่ 148929 เนื้อที่ 79 ตารางวา มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ส่วนโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 116139 แต่ผู้เดียว ต่อมาจำเลยได้ฟ้องเรียกให้โจทก์ชำระค่าที่ดินที่ยังค้างชำระอยู่จำนวน 1,000,000 บาท ต่อศาลแพ่ง โจทก์ได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้ง ศาลแพ่งรับฟ้องแย้งและทำการพิจารณาแล้ว มีคำพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลย แต่ให้ยกฟ้องแย้ง ตามคดีหมายเลขแดงที่ 20184/2538 ของศาลแพ่ง คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์จึงมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 20184/2538 ของศาลแพ่ง หรือไม่ เห็นว่า ในคดีหมายเลขแดงที่ 20184/2538 ของศาลแพ่ง จำเลยคดีนี้ได้เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลย คู่ความในคดีดังกล่าวกับคดีนี้จึงเป็นคู่ความเดียวกัน โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวได้ฟ้องแย้งขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียน ภาระจำยอม ในที่ดินโฉนดเลขที่ 148929 ให้แก่โจทก์ โดยอ้างว่าโจทก์ซื้อที่ดินจากจำเลยโดยมีข้อตกลงว่าเมื่อจำเลยแบ่งแยกที่ดินแล้ว จำเลยจะต้องจดทะเบียน ภาระจำยอม ในที่ดินของจำเลยที่แบ่งแยกออกไปให้แก่ที่ดินของโจทก์ก่อนที่โจทก์จะชำระหนี้ที่ค้างจำนวน 1,000,000 บาท ศาลแพ่งพิจารณาแล้ววินิจฉัยในประเด็นที่ว่าโจทก์ (จำเลยคดีนี้) ตกลงจดทะเบียน ภาระจำยอม ให้แก่จำเลย (โจทก์คดีนี้) ก่อนให้จำเลย (โจทก์คดีนี้) ชำระหนี้ที่ค้างจำนวน 1,000,000 บาท หรือไม่ ว่าจำเลย (โจทก์คดีนี้) มิได้ระบุอ้างบันทึกข้อตกลงนั้นเป็นพยานบันทึกข้อตกลงดังกล่าวเป็นเพียงสำเนาเอกสาร แม้ต่อมาภายหลังจำเลย (โจทก์คดีนี้) จะได้ส่งต้นฉบับต่อศาล ก็เป็นเวลาภายหลังสืบพยานโจทก์จำเลยเสร็จแล้ว โดยไม่มีพยานมาสืบประกอบต้นฉบับบันทึกข้อตกลงดังกล่าว จึงรับฟังตามบันทึกข้อตกลงในโฉนดที่ดินดังกล่าวไม่ได้ พยานหลักฐานโจทก์ (จำเลยคดีนี้) มีน้ำหนักให้รับฟังยิ่งกว่าพยานจำเลย (โจทก์คดีนี้) ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ (จำเลยคดีนี้) ตกลงจดทะเบียน ภาระจำยอม ให้แก่จำเลย (โจทก์คดีนี้) ก่อนให้จำเลย (โจทก์คดีนี้) ชำระหนี้ที่ค้าง แล้วพิพากษายกฟ้องแย้ง เห็นว่า ตามคำวินิจฉัยดังกล่าวถือได้ว่าศาลแพ่งได้วินิจฉัยเนื้อหาของประเด็นข้อพิพาทในข้อนี้แล้ว ไม่ใช่วินิจฉัยเพียงวิธีการนำเสนอพยานหลักฐานดังที่โจทก์แก้ฎีกามา คดีนี้โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 148929 ไปจดทะเบียน ภาระจำยอม ให้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 116139 ของโจทก์ อ้างว่าขณะซื้อที่ดินจากจำเลย มีข้อตกลงว่าเมื่อแบ่งแยกโฉนดที่ดินแล้ว จำเลยต้องนำที่ดินที่แบ่งแยกออกไปไปจดทะเบียน ภาระจำยอม ให้แก่ที่ดินที่โจทก์ซื้อ ซึ่งจำเลยได้ให้การปฏิเสธว่าไม่เคยตกลงจะไปจดทะเบียน ภาระจำยอม ให้แก่ที่ดินของโจทก์ ดังนั้น ประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยในคดีนี้จึงมีว่า จำเลยตกลงจะจดทะเบียน ภาระจำยอม ในที่ดินของจำเลยที่แบ่งแยกออกไปให้แก่ที่ดินโจทก์จริงหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกับคดีหมายเลขแดงที่ 20184/2538 ของศาลแพ่ง ที่ได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยตกลงจะจดทะเบียน ภาระจำยอม ให้แก่โจทก์และคดีถึงที่สุดแล้ว จึงต้องห้ามมิให้โจทก์นำมาว่ากล่าวฟ้องร้องเอาแก่จำเลยซึ่งเป็นคู่ความเดียวกันกับคดีก่อนอีก ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 20184/2538 ของศาลแพ่ง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8573/2542 นางมณี แซ่ลิ้ม โจทก์ นางสาวอุบล ธัชประมุข จำเลย ป.วิ.พ. ม. 148