ฎีกาที่ 3593/2542
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
จำเลยที่ 1 ขายที่ดินให้แก่โจทก์ โดยสัญญาว่าจะให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 14789 จดทะเบียน ภาระจำยอม เป็นทางเข้าออกของที่ดินโจทก์ที่ซื้อจากจำเลยที่ 1 แม้ในขณะทำสัญญาจะซื้อขาย จำเลยที่ 1 จะมิได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือแสดงว่ายินยอมจดทะเบียน ภาระจำยอม ดังกล่าว แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือยินยอมให้จดทะเบียน ภาระจำยอม ในภายหลังโจทก์ฟ้องคดีแล้ว ก็คงมีผลผูกพัน จำเลยที่ 1 จะต้องปฏิบัติตามสัญญาที่เคยให้แก่โจทก์ไว้ขณะทำสัญญาซื้อขายที่ดินกัน
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 14789 ตำบลสามเสน ในอำเภอพญาไท กรุงเทพมหานคร และให้จำเลยที่ 2 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 2587 ตำบลสามเสนใน อำเภอพญาไท กรุงเทพมหานคร ไปจดทะเบียน ภาระจำยอม ให้ที่ดินของโจทก์ในโฉนดเลขที่ 130017 ตำบลสามเสนใน อำเภอพญาไท กรุงเทพมหานคร หากจำเลยทั้งสองหรือคนใดคนหนึ่งไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปีของต้นเงิน 24,600,000 บาทนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะปฏิบัติตามคำพิพากษา จำเลยที่ 1 ให้การว่าไม่เคยให้สัญญาที่จะจดทะเบียน ภาระจำยอม ให้แก่โจทก์และไม่เคยรับเงินค่าผ่านทางจากโจทก์ สัญญาจะซื้อจะขายตามฟ้องโจทก์ระบุชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 1 ขายที่ดินให้แก่โจทก์ไม่รวมถนนเข้าบ้านไม่มีข้อความใดระบุว่าจำเลยที่ 1 จะต้องจดทะเบียน ภาระจำยอม โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 อนุญาตให้โจทก์ผ่านทางเข้าออกได้ในลักษณะบุคคลสิทธิเท่านั้น ไม่ใช่ลักษณะทรัพยสิทธิ จำเลยที่ 2 ไม่เคยสัญญากับโจทก์ว่าจะจดทะเบียน ภาระจำยอม ให้ โจทก์สามารถผ่านทางเข้าออกไปยังที่ดินของตนได้ตลอดเวลาที่จำเลยที่ 2 ได้ให้ความยินยอมไว้ โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ระหว่างส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม นางศิริสังวาลย์ ชื่นวงศ์และนายสภา วัจนะรัตน์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์อนุญาต ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 นำโฉนดที่ดินเลขที่ 14789 ตำบลสามเสนใน อำเภอพญาไท กรุงเทพมหานคร ไปจดทะเบียนเป็นทาง ภาระจำยอม แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 130017 ตำบลสามเสนใน อำเภอพญาไท กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือว่าคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นว่าเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2539 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางละมูล ซึ่งเป็นพี่สาวจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาจะขายที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 14789 ตำบลสามเสนใน อำเภอดุสิต (บางซื่อ) ปัจจุบันเป็นเขตพญาไท กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นมรดกของนางละมูล โดยขายเฉพาะที่ดินไม่ปลูกบ้านในราคาตารางวาละ 10,000 บาท ให้แก่โจทก์ ตามสำเนาหนังสือสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ. 1 โดยในสัญญาซื้อขายดังกล่าวนั้นจำเลยที่ 2 ได้ลงชื่อกำกับใต้ข้อความที่บันทึกไว้ว่า จำเลยที่ 2 ยินยอมให้โจทก์ใช้ถนนด้านที่ดินของตนได้ตลอดไป ต่อมาวันที่ 22 เมษายน 2529 จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนแบ่งขายที่ดินให้แก่โจทก์ตามที่ได้ทำสัญญาจะซื้อขายไว้ดังกล่าว โดยแบ่งขายให้โจทก์เนื้อที่ดิน 246 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ. 20 ในการแบ่งขายนี้ได้แบ่งแยกโฉนดที่ดินเลขที่ 14789 ออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 130017 ให้โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ. 1 ที่ดินของโจทก์ที่ซื้อมาดังกล่าวนี้จะต้องใช้ทางผ่านที่ดินมรดกของนางละมูลบางส่วนที่เหลือจากการขายให้โจทก์และผ่านที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 2589 ตำบลสามเสนใน อำเภอพญาไท (เดิมอำเภอบางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 บางส่วน คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 ได้ให้สัญญาว่าจะนำที่ดินของตนไปจดทะเบียน ภาระจำยอม แก่ที่ดินโจทก์หรือไม่ นั้น โจทก์มีพยานบุคคลมาเบิกความยืนยันสอดคล้องกันทั้งมีหนังสือการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ยินยอมให้ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 14789 จดทะเบียน ภาระจำยอม เป็นทางเข้าออกของที่ดินโจทก์ตามหนังสือเอกสารหมาย จ. 8 และ จ. 10 พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ดีกว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งคงมีแต่พยานจำเลยที่ 2 มาเบิกความลอย ๆ เท่านั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ได้สัญญาว่าจะให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 14789 จดทะเบียน ภาระจำยอม เป็นทางเข้าออกของที่ดินโจทก์ที่ซื้อจากจำเลยที่ 1 แม้ในขณะทำสัญญาจะซื้อขายกระทำการโอนการซื้อขายกัน จำเลยที่ 1 มิได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือแสดงว่าจำเลยที่ 1 ยินยอมจดทะเบียน ภาระจำยอม ดังกล่าว แต่โจทก์มีหนังสือยินยอมให้จดทะเบียน ภาระจำยอม ตามเอกสารหมาย จ. 8 และ จ. 10 ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ทำขึ้นภายหลังโจทก์ฟ้องคดีแล้ว ก็คงมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 จะต้องปฏิบัติตามสัญญาที่จำเลยที่ 1 เคยได้ให้แก่โจทก์ไว้ขณะทำสัญญาซื้อขายที่ดินกัน โดยไม่จำต้องคำนึงว่า จำเลยที่ 1 ได้แสดงเจตนากระทำนิติกรรม ดังกล่าวในฐานผู้จัดการมรดกนั้น มีทายาทผู้รับมรดกคัดค้านหรือไม่ เนื่องจากจำเลยทั้งสองมิได้ให้การต่อสู้ในเรื่องนี้ไว้ แม้ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้นำสืบว่าได้ทำหนังสือคัดค้านเสนอที่เขตพญาไท จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือมายืนยันว่าจำเลยที่ 2 ได้คัดค้านในเรื่องจำเลยที่ 1 ยินยอมอนุญาตให้จดทะเบียน ภาระจำยอม หรือคัดค้านในเรื่องจำเลยที่ 1 อุทิศที่ดินให้เป็นที่สาธารณะ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ได้คัดค้านไว้ตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต่อไปตามฎีกาโจทก์มีว่า จำเลยที่ 2 ต้องจดทะเบียน ภาระจำยอม ให้โจทก์ด้วยหรือไม่ในปัญหานี้ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3593/2542 นางจารุนันท์ อึ้งภากรณ์ โจทก์ จ่าสิบเอกอุดม ชื่นวงษ์ โดยนางศิริสังวาลย์ ชื่นวงศ์ และนายสภา วัจนะรัตน์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 456 วรรคสอง , ม. 1299 วรรคหนึ่ง , ม. 1387