ฎีกาที่ 4249/2542
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
ความผิดฐาน หมิ่นประมาท ได้กระทำโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 เป็นบทความผิดลักษณะฉกรรจ์ของความผิดฐาน หมิ่นประมาท ตามมาตรา 326 กฎหมายหาได้บัญญัติแยกการกระทำความผิดฐาน หมิ่นประมาท ตามมาตรา 326 กับความผิดฐาน หมิ่นประมาท ได้กระทำโดยการโฆษณาตามมาตรา 328 ออกต่างหากจากกันไม่ เมื่อเป็นความผิดฐาน หมิ่นประมาท ได้กระทำโดยการโฆษณาตามมาตรา 328 แล้ว ก็ไม่จำต้องยกมาตรา 326 ขึ้นปรับมาลงโทษอีกดังนี้ เมื่อศาลแขวงไม่มีอำนาจปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 เพราะเกินอำนาจพิจารณาพิพากษาและได้มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับข้อหาความผิดตามมาตรา 328 ไปแล้ว เมื่อจำเลย หมิ่นประมาท โจทก์ด้วยการโฆษณาที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 326 จึงชอบแล้ว
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2538เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดโดยจำเลยที่ 1 ใช้ จ้าง วาน จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์โฆษณาหนังสือพิมพ์ข่าวภาพรายวันให้ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ดังกล่าว ประจำวันที่ 16 มกราคม 2538 หน้าที่ 1 เป็นภาพถ่ายจำเลยที่ 1กำลังจัดเตรียมเอกสารเกี่ยวกับการบุกรุกป่าแสมชายทะเล 2 ครั้ง มีข้อความเขียนด้วยลายมือจำเลยที่ 1 ระบุยืนยันข้อความว่า "นายประทีป บุกรุกชายทะเลครั้งที่ 1" และข้อความว่า "นายประทีป ฉันทภักดี กับพวกบุกรุกป่าแสมชายทะเล 40-50 ไร่ ครั้งที่ 2" และ "บุกรุกป่าแสม 2 ครั้ง ชายทะเล" พร้อมทำลูกศรชี้จำเลยที่ 2 สัมภาษณ์และเขียนบทความว่า "แฉหลักฐานครูชมพูกาญจนนาค กำลังแฉหลักฐานเอกสารอ้างอิงให้ "ข่าวภาพ" ดูพร้อมยืนยันได้ว่ามีการบุกรุกครั้งที่ 2 จริง" จำเลยทั้งสองนำหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวออกจำหน่ายแจกจ่ายให้แก่บุคคลทั่วไปทั่วราชอาณาจักรเพื่อให้พบและอ่านข้อความดังกล่าวเป็นการเสนอข่าวอันเป็นเท็จ ความจริงโจทก์มิได้บุกรุกที่ดินชายทะเลตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง โจทก์ได้ที่ดินมาโดยถูกต้องตามกฎหมาย จำเลยทั้งสองมีเจตนาใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่ 3 และผู้อ่านทั่วไป ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 326, 328, 332 พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 มาตรา 48 ให้จำเลยทั้งสองโฆษณาคำพิพากษาของศาลในหน้าหนังสือพิมพ์ ชั้นตรวจคำฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 เนื่องจากเป็นความผิดที่มีอัตราโทษสูงเกินอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวง ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา โจทก์แถลงขอถอนฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2จำเลยที่ 2 ไม่ค้าน ศาลชั้นต้นอนุญาตและจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2ออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 จำคุก 3 เดือน กับให้จำเลยที่ 1 จัดให้มีการโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน และข่าวภาพรายวัน มีกำหนดเวลา7 วัน ติดต่อกัน คำขออื่นให้ยก จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุจำเลยที่ 1 หมิ่นประมาท โจทก์โดยการโฆษณามีข้อความตามฟ้องในหนังสือพิมพ์ข่าวภาพรายวันประจำวันที่ 16 มกราคม 2538 หน้าที่ 1 โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยที่ 1ฎีกาว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่า จำเลยที่ 1 ใส่ความโจทก์โดยการลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 ดังนั้น หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามมาตรา 328 ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 อีก เพราะความผิดตามมาตรา 328กฎหมายบัญญัติไว้ในลักษณะเป็นการกระทำความผิดโดยกระทำการด้วยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ฯลฯ ซึ่งเป็นการกระทำที่แยกต่างหากจากการกระทำความผิดตามมาตรา 326 นั้น เห็นว่าในความผิดฐาน หมิ่นประมาท นั้น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326บัญญัติว่า "ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐาน หมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 328 บัญญัติว่า "ถ้าความผิดฐาน หมิ่นประมาท ได้กระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสารภาพวาด ภาพระบายสี ฯลฯ ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท" ตามบทบัญญัติสองมาตราดังกล่าวเป็นที่เห็นได้ว่า ความผิดฐาน หมิ่นประมาท ได้กระทำโดยการโฆษณาตามมาตรา 328 เป็นบทความผิดลักษณะฉกรรจ์ของความผิดฐาน หมิ่นประมาท ตามมาตรา 326 ซึ่งกฎหมายได้บัญญัติให้เป็นเหตุที่ผู้กระทำความผิดต้องรับโทษหนักขึ้นอันเป็นการลำดับการลงโทษเป็นขั้น ๆไปตามลักษณะฉกรรจ์ ทั้งผู้กระทำความผิดฐาน หมิ่นประมาท ได้กระทำโดยการโฆษณาอันเป็นเหตุให้ต้องรับโทษหนักขึ้นตามมาตรา 328 นั้นผู้กระทำจะต้องกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งครบองค์ประกอบความผิดฐาน หมิ่นประมาท ตามมาตรา 326 มาก่อนแล้ว กฎหมายหาได้บัญญัติแยกการกระทำความผิดฐาน หมิ่นประมาท ตามมาตรา 326 กับความผิดฐาน หมิ่นประมาท ได้กระทำโดยการโฆษณาตามมาตรา 328 ออกต่างหากจากกันดังข้อฎีกาของจำเลยที่ 1 ไม่ เพียงแต่ว่าเมื่อเป็นความผิดฐาน หมิ่นประมาท ได้กระทำโดยการโฆษณาตามมาตรา 328 แล้ว ก็ไม่จำต้องยกมาตรา 326 ขึ้นปรับบทลงโทษอีกเท่านั้น หาใช่ว่าไม่เป็นความผิดฐาน หมิ่นประมาท ตามมาตรา 326 ดังข้อฎีกาของจำเลยที่ 1 ไม่ เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติตามที่กล่าวมาข้างต้นว่า จำเลยที่ 1 หมิ่นประมาท โจทก์โดยการโฆษณามีข้อความตามฟ้องในหนังสือพิมพ์ข่าวภาพรายวันประจำวันที่ 16 มกราคม 2538 หน้าที่ 1 โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง การกระทำของจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นความผิดฐาน หมิ่นประมาท ผู้อื่นตามมาตรา 326 อันเป็นความผิดสำเร็จอยู่ในตัวแล้ว เพียงแต่ว่าศาลชั้นต้นในคดีนี้ซึ่งเป็นศาลแขวงไม่มีอำนาจปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 328 เพราะเกินอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงและได้มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับข้อหาความผิดตามมาตรา 328 ไปแล้วเท่านั้นหาใช่ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 326แต่เป็นความผิดตามมาตรา 328 ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นศาลแขวงอันจะต้องพิพากษายกฟ้องตามที่จำเลยที่ 1อ้างขอมาในฎีกาไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 จึงชอบแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม แม้คดีนี้จะฎีกาได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายและจำเลยที่ 1 มิได้ฎีกาขอให้รอการลงโทษเพราะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงแต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ให้เหมาะสมแก่ความผิดได้ซึ่งศาลฎีกาพิเคราะห์พฤติการณ์ในคดีแล้ว เห็นว่า โดยพฤติการณ์และเหตุผลแห่งรูปคดีมีเหตุสมควรรอการลงโทษเพื่อให้โอกาสจำเลยที่ 1 กลับประพฤติตนเป็นพลเมืองดีต่อไป แต่เพื่อให้จำเลยที่ 1 หลาบจำและสำนึกในความผิดที่ได้กระทำเห็นสมควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 15,000 บาทอีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4249/2542 นาย ประทีป ฉันทภักดี โจทก์ นาย ชมพู กาญจนนาค กับพวก จำเลย ป.อ. ม. 326 , ม. 328