ฎีกาที่ 6578/2541
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
++ เรื่อง เช่าซื้อ ค้ำประกัน ++ ++ ทดสอบทำงานในระบบ CW เพื่อค้นหาข้อมูลทาง online ++ ++ ++ ++ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2537 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ เอส 280 ป้ายแดงไปจากโจทก์ในราคา3,855,140.40 บาท แบ่งชำระราคาเป็นงวด งวดละเดือนมีระยะเวลา 60 เดือน เดือนละ 64,252.34 บาท โดยมีจำเลยที่ 2เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม แล้วจำเลยที่ 1 ชำระค่า เช่าซื้อ ให้แก่โจทก์เพียง 2 งวด และไม่ชำระค่า เช่าซื้อ ที่เหลือให้แก่โจทก์อีก ++ ++ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ++ เห็นว่า ตามเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งเป็นหนังสือรับรองการจดทะเบียนมีข้อความระบุว่านายสมชาย วิวัฒน์วิศวกร และนางรัชดา บุญเอกอนันต์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ดังนั้นการที่บุคคลทั้งสองมอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจได้มอบอำนาจช่วงให้ฟ้องคดีตามอำนาจที่มีอยู่ตามเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 จึงไม่เป็นโมฆะ ++ ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้ส่งต้นฉบับหนังสือรับรองการจดทะเบียนของโจทก์คงส่งแต่สำเนาจึงรับฟังไม่ได้นั้น ปรากฏตามที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ในคำให้การพยานโจทก์ฉบับลงวันที่ 8 กันยายน 2538ว่า ทนายโจทก์ขอให้ดูหนังสือรับรองดังกล่าวและขอส่งสำเนาแทนศาลหมาย จ.1 ซึ่งจำเลยทั้งสองมิได้คัดค้าน ถือได้ว่าคู่ความทุกฝ่ายตกลงกันว่าสำเนาเอกสารนั้นถูกต้องแล้ว ศาลจึงรับฟังสำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 93 (1) ++ ++ ++ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา ++ เห็นว่า ตามสัญญา เช่าซื้อ ดังกล่าวมีข้อตกลงในสัญญาข้อ 3 (ข) ว่า ผู้ เช่าซื้อ จะดำเนินการจดทะเบียนเพื่อเสียภาษี และเพื่อใช้รถยนต์รวมทั้งการขอและรับป้ายทะเบียนรถยนต์ ดังนั้นที่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมผ่อนชำระค่า เช่าซื้อ ต่อไป โดยอ้างว่าโจทก์ไม่สามารถที่จะเอาหลักฐานการจดทะเบียนเสียภาษีเพื่อใช้รถยนต์รวมทั้งการขอรับป้ายทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมายได้ โดยมิได้มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนให้รับฟังได้ดังที่อ้าง จึงฟังไม่ขึ้น ++ ข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ยอมชำระค่า เช่าซื้อ ต่อไปจำเลยทั้งสองจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสองจึงต้องคืนรถยนต์คันพิพาทให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ก็ต้องใช้ราคาและค่าขาดประโยชน์ ++ สำหรับราคารถยนต์ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้นั้น จำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาว่าไม่เหมาะสมประการใด ส่วนค่าขาดประโยชน์ซึ่งจำเลยทั้งสองฎีกาว่า ควรให้ได้ไม่เกินเดือนละ 8,000 บาท จำเลยทั้งสองมิได้นำพยานหลักฐานมาสืบให้รับฟังได้ดังอ้าง ++ เห็นว่า ราคารถยนต์และค่าขาดประโยชน์ซึ่งศาลอุทธรณ์กำหนดให้นั้นเหมาะสมแล้ว ++
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์โดยผู้รับมอบอำนาจได้มอบอำนาจช่วงให้นายปัญญา สุวรรณศรีสุข และหรือนายสัมพันธ์ ศรีโมรา เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทน เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2537 จำเลยที่ 1 เช่าซื้อ รถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ เอส 280 ป้ายแดง ไปจากโจทก์ในราคา3,855,140.40 บาท ตกลงชำระค่า เช่าซื้อ 60 งวด งวดละเดือนเดือนละ 64,252.34 บาท มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ชำระค่า เช่าซื้อ แก่โจทก์เพียง 2 งวด คือชำระถึงงวดเดือนกันยายน 2537 เท่านั้น ต่อจากนั้นก็ไม่ชำระค่า เช่าซื้อ ให้แก่โจทก์อีกเลย อันเป็นการผิดสัญญา โจทก์ให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ ให้ชำระค่า เช่าซื้อ ที่ผิดนัดและส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืน จำเลยที่ 1 เพิกเฉย โจทก์คิดราคารถยนต์ที่ เช่าซื้อ เป็นเงิน 3,000,000 บาท โจทก์ยังขาดประโยชน์เทียบกับค่าเช่ารถยนต์ที่ เช่าซื้อ ซึ่งสามารถให้เช่าได้อย่างต่ำเดือนละ 50,000 บาทคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเวลา 9 เดือน เป็นเงิน 450,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนแก่โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อยหากส่งคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองชำระราคาแทน 3,000,000 บาทให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จ กับอีกเดือนละ 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ หรือชำระราคาแทน จำเลยทั้งสองให้การว่า การมอบอำนาจช่วงให้ฟ้องคดีของโจทก์เป็นโมฆะ โจทก์ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์คันพิพาทเพราะเป็นรถยนต์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ โจทก์ไม่ได้เป็นผู้สั่งนำเข้ามาในประเทศไทยจำเลยที่ 1 เช่าซื้อ รถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ เอส 280 ป้ายแดง ไปจากโจทก์ในราคา 3,855,140.40 บาท และชำระค่า เช่าซื้อ แก่โจทก์แล้ว 2 งวดรวมเป็นเงิน 120,504.68 บาท แต่โจทก์ไม่สามารถเอาหลักฐานการจดทะเบียนเสียภาษีเพื่อใช้รถยนต์รวมทั้งการขอรับป้ายทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมายได้ ซึ่งเป็นสาระสำคัญในการที่จำเลยที่ 1 จะได้ใช้รถยนต์คันพิพาทให้สมประโยชน์ และถูกต้องตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 จึงไม่ชำระค่า เช่าซื้อ แก่โจทก์อีก โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง หากโจทก์ได้รับความเสียหายก็ไม่เกิน 50,000 บาทจำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาหรือทวงถามจากโจทก์ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ยี่ห้อ เบนซ์ เอส 280 หมายเลขเครื่องยนต์ 104944 - 22 - 005888หมายเลขตัวถัง ดับบลิวดีบี 140028 - 2 เอ - 208104 คันพิพาทคืนโจทก์หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ราคา 2,800,000 บาทแทนและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 189,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ21,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนถึงวันที่จำเลยส่งมอบรถยนต์คืนแต่ทั้งนี้ไม่เกิน 6 เดือน นับแต่วันทราบคำพิพากษานี้ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีกรรมการและอำนาจกรรมการ ตามเอกสารหมาย จ.1 ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ได้มอบอำนาจช่วงให้นายปัญญา สุวรรณศรีสุข และหรือนายสัมพันธ์ศรีโมรา เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทน ตามเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ เอส 280 หมายเลขเครื่องยนต์104944 - 22 - 005888 ตามเอกสารหมาย จ.9 เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม2537 จำเลยที่ 1 เช่าซื้อ รถยนต์คันดังกล่าวไปจากโจทก์ในราคา3,855,140.40 บาท ตกลงผ่อนชำระค่า เช่าซื้อ 60 งวด งวดละเดือนเดือนละ 64,252.34 บาท ชำระงวดแรกวันที่ 25 สิงหาคม 2537งวดต่อไปทุกวันที่ 25 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ มีจำเลยที่ 2เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามเอกสารหมาย จ.4และ จ.5 จำเลยที่ 1 ชำระค่า เช่าซื้อ แก่โจทก์ 2 งวด แล้วไม่ชำระอีกโจทก์ให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและให้ส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนจำเลยทั้งสองได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว ตามเอกสารหมาย จ.6 ถึงจ.8 จำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์ขอคิดราคารถยนต์ที่ เช่าซื้อ เป็นเงิน3,000,000 บาท และค่าขาดประโยชน์เดือนละ 50,000 บาทนับแต่เดือนตุลาคม 2537 คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเวลา 9 เดือนรวมเป็นเงิน 450,000 บาท จำเลยทั้งสองนำสืบว่า เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2537จำเลยที่ 1 ไปติดต่อกับห้างหุ้นส่วนจำกัดบุญเกียรติออโต้ซัพพลายเพื่อขอซื้อรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ เอส 280 ป้ายแดงง - 3841นายบุญเกียรติ หุ้นส่วนผู้จัดการตกลงขายรถยนต์คันดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 ในราคา 4,300,000 บาท จำเลยที่ 1 ชำระเงินบางส่วนแล้ว โดยการนำรถยนต์ยี่ห้อเบ็นซ์ รุ่น 220 ซีอี สีแดงหมายเลขทะเบียน 8 อ - 4944 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นของบุตรชายไปให้นายบุญเกียรติโดยถือเป็นการชำระเงินจำนวน1,300,000 บาท ส่วนที่เหลือนายบุญเกียรติ ให้จำเลยที่ 1ผ่อนชำระ โดยทำสัญญา เช่าซื้อ กับโจทก์ จำเลยที่ 1 ชำระค่า เช่าซื้อ ให้แก่โจทก์แล้ว 2 งวด แต่โจทก์ไม่สามารถดำเนินการจดทะเบียนรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ให้ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมเมื่อนำรถยนต์ออกมาใช้หลายครั้ง จำเลยที่ 1จึงไม่ชำระค่า เช่าซื้อ แก่โจทก์อีก พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2537 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ เอส 280 ป้ายแดงไปจากโจทก์ในราคา3,855,140.40 บาท แบ่งชำระราคาเป็นงวด งวดละเดือนมีระยะเวลา 60 เดือน เดือนละ 64,252.34 บาท โดยมีจำเลยที่ 2เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม แล้วจำเลยที่ 1 ชำระค่า เช่าซื้อ ให้แก่โจทก์เพียง 2 งวด และไม่ชำระค่า เช่าซื้อ ที่เหลือให้แก่โจทก์อีก คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งเป็นหนังสือรับรองการจดทะเบียนมีข้อความระบุว่านายสมชาย วิวัฒน์วิศวกร และนางรัชดา บุญเอกอนันต์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ดังนั้นการที่บุคคลทั้งสองมอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจได้มอบอำนาจช่วงให้ฟ้องคดีตามอำนาจที่มีอยู่ตามเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 จึงไม่เป็นโมฆะ ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้ส่งต้นฉบับหนังสือรับรองการจดทะเบียนของโจทก์คงส่งแต่สำเนาจึงรับฟังไม่ได้นั้น ปรากฏตามที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ในคำให้การพยานโจทก์ฉบับลงวันที่ 8 กันยายน 2538ว่า ทนายโจทก์ขอให้ดูหนังสือรับรองดังกล่าวและขอส่งสำเนาแทนศาลหมาย จ.1 ซึ่งจำเลยทั้งสองมิได้คัดค้าน ถือได้ว่าคู่ความทุกฝ่ายตกลงกันว่าสำเนาเอกสารนั้นถูกต้องแล้ว ศาลจึงรับฟังสำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 93 (1) ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เห็นว่าตามสัญญา เช่าซื้อ ดังกล่าวมีข้อตกลงในสัญญาข้อ 3 (ข) ว่า ผู้ เช่าซื้อ จะดำเนินการจดทะเบียนเพื่อเสียภาษี และเพื่อใช้รถยนต์รวมทั้งการขอและรับป้ายทะเบียนรถยนต์ ดังนั้นที่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมผ่อนชำระค่า เช่าซื้อ ต่อไปโดยอ้างว่าโจทก์ไม่สามารถที่จะเอาหลักฐานการจดทะเบียนเสียภาษีเพื่อใช้รถยนต์รวมทั้งการขอรับป้ายทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมายได้ โดยมิได้มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนให้รับฟังได้ดังที่อ้าง จึงฟังไม่ขึ้น ข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ยอมชำระค่า เช่าซื้อ ต่อไปจำเลยทั้งสองจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสองจึงต้องคืนรถยนต์คันพิพาทให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ก็ต้องใช้ราคาและค่าขาดประโยชน์ สำหรับราคารถยนต์ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้นั้น จำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาว่าไม่เหมาะสมประการใด ส่วนค่าขาดประโยชน์ซึ่งจำเลยทั้งสองฎีกาว่า ควรให้ได้ไม่เกินเดือนละ 8,000 บาท จำเลยทั้งสองมิได้นำพยานหลักฐานมาสืบให้รับฟังได้ดังอ้าง เห็นว่า ราคารถยนต์และค่าขาดประโยชน์ซึ่งศาลอุทธรณ์กำหนดให้นั้นเหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6578/2541 บริษัททรู - เวย์ จำกัด โจทก์ นางอารีย์ ยอดดำเนิน กับพวก จำเลย