ฎีกาที่ 6473/2541
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์ฟ้องเรียกค่าใช้จ่ายในการติดตามรถยนต์ที่ให้ เช่าซื้อ คืนเป็นเงิน 5,000 บาท โดยโจทก์มีเพียง ส.ผู้รับมอบอำนาจเบิกความลอย ๆ ว่าในการติดตามรถยนต์คืนโจทก์ได้เสียค่าพาหนะและค่าเบี้ยเลี้ยงพนักงานเป็นเงิน5,000 บาท โดยมิได้พิสูจน์ให้เห็นว่าได้เสียค่าใช้จ่ายสิ่งใดบ้างให้ปรากฏ เมื่อโจทก์มีภาระการพิสูจน์แต่พิสูจน์ไม่ได้ การที่ศาลกำหนดให้โจทก์เป็นเงิน 2,000 บาท เป็นการเหมาะสมแก่พฤติกรรมแห่งรูปคดีแล้ว กรณีที่หนังสือสัญญา เช่าซื้อ ระบุว่าถ้าเจ้าของได้ขายทรัพย์ที่ให้ เช่าซื้อ ไปแล้วได้เงินไม่คุ้มราคาค่า เช่าซื้อ ที่ต้องชำระทั้งหมดตามสัญญากับค่าเสียหายอื่น ๆที่เกิดขึ้น ผู้ เช่าซื้อ ต้องชดใช้เงินให้เจ้าของจนครบถ้วนก็ดีหรือข้อที่ว่าถ้าผู้ เช่าซื้อ ผู้ผิดนัดหรือผิดสัญญาและต้อง ชำระเงินใด ๆ ให้แก่เจ้าของหรือในกรณีที่สัญญา เช่าซื้อ สิ้นสุดลงและผู้ เช่าซื้อ ต้องชำระค่าเสียหายใด ๆ แก่เจ้าของ ผู้ เช่าซื้อ ยินยอมเสียดอกเบี้ยของเงินดังกล่าวในอัตรา ร้อยละ 15 ต่อปีนับจากวันผิดนัดก็ดี ดังนี้ เป็นข้อตกลง ที่กำหนดค่าเสียหายกันไว้ล่วงหน้าวิธีหนึ่งอันมีลักษณะ เป็นการกำหนดเบี้ยปรับ หากสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 และ 383
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เช่าซื้อ รถยนต์จากโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกัน ต่อมาจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้โจทก์ตามสัญญา โจทก์จึงติดตามยึดรถที่ เช่าซื้อ คืน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 1,110,437.76 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 281,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 372,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ฎีกาข้อต่อมาว่า ค่าใช้จ่ายในการติดตามยึดรถยนต์คืนของโจทก์เป็นเงิน 5,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้เพียง 2,000 บาท ต่ำเกินไปนั้นศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์มีเพียงนางสาวสร้อยเพชร ชูชัยสุวรรณศรีผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความลอย ๆ เพียงว่า ในการติดตามรถยนต์คืนโจทก์ได้เสียค่าพาหนะและค่าเบี้ยเลี้ยงพนักงานเป็นเงิน5,000 บาทเท่านั้น โดยโจทก์มิได้พิสูจน์ให้เห็นว่าได้เสียค่าใช้จ่ายสิ่งใดบ้างให้ปรากฏ เมื่อโจทก์มีภาระในการพิสูจน์แต่พิสูจน์ไม่ได้ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์เป็นเงิน 2,000 บาท นับว่าเป็นการเหมาะสมแก่พฤติกรรมแห่งรูปคดีแล้วฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น โจทก์ฎีกาข้อต่อมาโดยขอค่าเสียหายอันเป็นราคารถยนต์ที่ยังขาดอยู่หลังจากที่ประมูลขายไปเป็นเงิน 3,084,112.15 บาทยังขาดอยู่อีกจำนวน 467,289.76 บาท นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าแม้ตามหนังสือสัญญา เช่าซื้อ เอกสารหมาย จ.5 ข้อ 10 ระบุว่าถ้าเจ้าของได้ขายทรัพย์สินที่ เช่าซื้อ ไปแล้วยังไม่คุ้มราคาค่า เช่าซื้อ ที่ต้องชำระทั้งหมดตามสัญญานี้กับค่าเสียหายอื่น ๆที่เกิดขึ้น ผู้ เช่าซื้อ จะชดใช้เงินให้เจ้าของจนครบถ้วนดังนี้ แสดงให้เห็นว่าข้อสัญญาดังกล่าวเป็นข้อตกลงกำหนดค่าเสียหายกันไว้ล่วงหน้าเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรกรณีจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 379 ดังนั้น หากค่าปรับมีจำนวนสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 383 เมื่อโจทก์ตั้งราคาค่า เช่าซื้อ เป็นเงิน 4,112,149.58 บาท โดยมีราคารถยนต์ที่แท้จริงจำนวน 3,600,000 บาท และโจทก์คิดดอกเบี้ยล่วงหน้าไว้จำนวน 22 เดือน ในอัตราร้อยละ 7.77 ต่อปี รวมเป็นค่า เช่าซื้อ ดังกล่าวข้างต้นแต่จำเลยที่ 1 ชำระค่า เช่าซื้อ เดือนละ 186,915.89 บาท จำนวน 3 งวดคำนวณแล้วคิดเป็นเงิน 560,747 บาทและโจทก์นำรถยนต์ตามหนังสือสัญญา เช่าซื้อ พิพาทนี้ออกประมูลขายได้เป็นเงิน 3,084,112.15 บาท เมื่อรวมกับจำนวนเงินค่า เช่าซื้อ ที่จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์ไปแล้ว จำนวน 3 งวด รวมเป็นเงิน3,644,859 บาท ซึ่งเกินราคารถยนต์ที่แท้จริงแล้ว ดังนั้นการที่ศาลอุทธรณ์ได้กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงิน100,000 บาทนั้น นับว่าเป็นคุณและเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น โจทก์ฎีกาข้อสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามหนังสือสัญญา เช่าซื้อ ข้อ 9 นั้นศาลฎีกาเห็นว่า ตามหนังสือสัญญา เช่าซื้อ เอกสารหมาย จ.5 ข้อ 9 ระบุว่า ถ้าผู้ เช่าซื้อ ผิดนัดหรือผิดสัญญาและต้องชำระเงินใด ๆ ให้แก่เจ้าของหรือในกรณีที่สัญญา เช่าซื้อ สิ้นสุดลงและผู้ เช่าซื้อ ต้องชำระค่าเสียหายใด ๆ แก่เจ้าของผู้ เช่าซื้อ ยอมเสียดอกเบี้ยของเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันผิดนัด ดังนี้ เห็นได้ชัดแจ้งว่าเป็นข้อตกลงที่กำหนดค่าเสียหายกันไว้ล่วงหน้าวิธีหนึ่งอันมีลักษณะเป็นการกำหนดเบี้ยปรับ หากสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงได้ ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดดอกเบี้ยให้โจทก์ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จึงชอบแล้วฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6473/2541 บริษัท วิริยะลิศซิ่ง จำกัด โจทก์ นาย ภาณุชัยหรือภาณุกริช โชควิทยานุกูล กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 7 , ม. 379 , ม. 572 ป.วิ.พ. ม. 84