ฎีกาที่ 7011/2541
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
บ. ยกที่ดินให้แก่ ว. ด้วยวาจา โดยมีเจตนาจะไปดำเนินการจดทะเบียนการให้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในภายหลัง ถือว่าในขณะนั้น บ. ยังมิได้มีเจตนาสละการครอบครอง การที่ ว. เข้าครอบครองที่ดินพิพาทก่อนทำการโอนจึงเป็นการครอบครองโดยอาศัยสิทธิของ บ. ที่บอกจะยกให้ ไม่ได้เข้าครอบครองในฐานะผู้แย่งการครอบครอง แม้จะครอบครองนานเท่าใดก็ไม่ทำให้ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ฉะนั้นเมื่อการยกที่ดินพิพาทให้ระหว่าง บ. กับ ว. ยังไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การให้ดังกล่าวย่อมไม่สมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 525 ที่ดินพิพาทยังไม่ตกเป็นของ ว. โดยการให้ เมื่อ บ. ถึงแก่ความตายที่ดินพิพาทย่อมเป็น มรดก ตกทอดแก่ทายาทของ บ. ไม่อาจนำที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์ มรดก ของ บ. ผู้ตายไปโอนให้ ว. ภายหลัง บ. ถึงแก่ความตายแล้วได้ และเมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า ทายาทของ บ. ได้แสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือว่าขอสละ มรดก ทั้งไม่ปรากฏว่ามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่ายอมสละ มรดก ดังนั้น หลังจากที่ บ. ตาย แม้จะได้มีการจดทะเบียนการยกให้ที่ดินพิพาทดังกล่าวให้แก่ ว. โดยขณะจดทะเบียนทายาททุกคนของ บ. ทราบและไม่มีผู้ใดคัดค้าน ก็ถือไม่ได้ว่าทายาทของ บ. ได้สละ มรดก รายนี้แล้ว การทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทก็ไม่มีผลให้ ว. ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยนำโฉนดที่ดินเลขที่ 10918 ตำบลบ้านสวน อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี และที่ดินโฉนดเลขที่ 2902 ตำบลหนองรี อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินระหว่างพันจ่าเอกบรรจบผู้ให้ กับพันตำรวจเอก (พิเศษ) วิศิษฐ์ผู้รับ กลับคืนเป็นชื่อของพันจ่าเอกบรรจบตามเดิม ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย จำเลยให้การว่า เมื่อรับการยกให้แล้ว พันตำรวจเอก (พิเศษ) วิศิษฐ์ได้ครอบครองที่ดินพิพาทโดยสุจริต โดยสงบ และโดยเปิดเผยมาตลอดเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยโจทก์หรือทายาททั้งหมดมิได้มาทำการคัดค้านแต่อย่างใด กรณีจึงถือได้ว่าโจทก์และทายาทของเจ้า มรดก ต่างแสดงเจตนาสละ มรดก และสละการครอบครองที่ดินพิพาทดังกล่าวแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยนำโฉนดที่ดินเลขที่ 10918 และ 2902 ไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมให้ที่ดินระหว่างพันจ่าเอกบรรจบผู้ให้ พันตำรวจเอก (พิเศษ) วิศิษฐ์ผู้รับ กลับคืนเป็นชื่อของพันจ่าเอกบรรจบตามเดิม ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง เพราะคดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,500 บาท โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ และประเด็นพิพาทข้อ (3) และ (4) ที่ว่า พันตำรวจเอก (พิเศษ) วิศิษฐ์ รับโอนที่ดินพิพาทโดยชอบหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนหรือไม่ ตามลำดับ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีในประเด็นข้อพิพาท จำเลยได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้าน และโจทก์ยื่นคำแก้อุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยเป็นการไม่ชอบ จึงพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ในประเด็นข้อพิพาทที่ยังมิได้วินิจฉัยตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลอุทธรณ์รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทุกชั้นศาลที่ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาไปแล้วแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า พันจ่าเอกบรรจบผู้ตายพูดยกที่ดินให้แก่พันตำรวจเอก (พิเศษ) วิศิษฐ์ด้วยวาจา โดยมีเจตนาที่จะไปจดทะเบียนการให้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อไป ถือว่าพันจ่าเอกบรรจบยังมิได้แสดงเจตนาสละการครอบครองให้พันตำรวจเอก (พิเศษ) วิศิษฐ์ การที่พันตำรวจเอก (พิเศษ) วิศิษฐ์เข้าครอบครองที่ดินพิพาทก่อนทำการโอนเป็นการครอบครองโดยอาศัยสิทธิของพันจ่าเอกบรรจบที่บอกยกให้ ไม่ได้เข้าครอบครองในฐานะผู้แย่งการครอบครอง แม้จะครอบครองนานเท่าใดก็ไม่ทำให้ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เมื่อการยกที่ดินพิพาทให้ยังไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การให้ดังกล่าวย่อมไม่สมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 525 ที่ดินพิพาทยังไม่ตกเป็นของพันตำรวจเอก (พิเศษ) วิศิษฐ์โดยการยกให้ เมื่อพันจ่าเอกบรรจบถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทย่อมเป็น มรดก ตกทอดแก่ทายาทของพันจ่าเอกบรรจบ ไม่อาจนำที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์ มรดก ของพันจ่าเอกบรรจบผู้ตายไปโอนให้พันตำรวจเอก (พิเศษ) วิศิษฐ์ภายหลังจากพันจ่าเอกบรรจบถึงแก่ความตายแล้วได้ การทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้พันตำรวจเอก (พิเศษ) วิศิษฐ์จึงไม่มีผลให้พันตำรวจเอก (พิเศษ) วิศิษฐ์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า ขณะจดทะเบียนการยกให้ทายาททุกคนของเจ้า มรดก ทราบ แต่ไม่มีผู้ใดคัดค้าน จึงถือว่าเป็นการสละ มรดก แล้วนั้น ในข้อนี้ ป.พ.พ. มาตรา 1612 บัญญัติว่า การสละ มรดก นั้นต้องแสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังนั้น การสละ มรดก จึงกระทำได้โดยทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่อย่างหนึ่ง ส่วนอีกกรณีหนึ่งกระทำได้โดยทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยต้องมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าทายาทของพันจ่าเอกบรรจบได้แสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือว่าขอสละ มรดก ทั้งไม่ปรากฏว่ามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่ายอมสละ มรดก จึงฟังไม่ได้ว่าทายาทของพันจ่าเอกบรรจบได้สละ มรดก รายนี้แล้วดังที่จำเลยฎีกา พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7011/2541 นางสาวกนกลักษณ์ เอมอุดม โจทก์ พันจ่าเอกบรรจบ เอมอุดม นางเอมอร เอมอุดม จำเลย พันตำรวจเอก (พิเศษ) วิศิษฐ์ เอมอุดม ป.พ.พ. ม. 525 , ม. 850 , ม. 1367 , ม. 1612